indy Creators เซียนเทคนิคการหาเงินออนไลน์

วิธีการหาเงินออนไลน์จากการเป็น Writer ปี 2019



การเริ่มต้นสำหรับคนที่อยากเป็นบล็อกเกอร์หรือเป็นนักเขียนอิสระ หลายๆ คนคิดว่าคงจะเป็นเรื่องยาก และไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน


คุณจะไม่มีไอเดียที่คิดจะเริ่มต้น และคิดว่าจะทำมันได้ซะด้วยซ้ำ ทั้งยังไม่รู้วิธีการและข้อมูลที่จะเรียนรู้ขั้นตอนว่าจะต้องทำอย่างไร? และหาแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพนี้ อยู่ที่ไหน? ผมจึงได้นำวิธีการในเบื้องต้นมาให้คุณอ่านก่อน ที่จะเริ่มเป็นบล็อกเกอร์หรือนักเขียนอิสระ คุณจะได้เริ่มต้นได้ถูกวิธีและถูกทาง

ในการเริ่มต้นเป็นบล็อกเกอร์หรือนักเขียนอิสระนั้นง่ายนิดเดียว และก็ไม่ต้องใช้เงินเลย แต่คุณจะต้องรู้ข้อมูลเบื้องต้น ขั้นตอนและวิธีการก่อน เพื่อที่คุณจะได้พัฒนาการเขียนของตนเองและบล็อกของคุณไปได้อย่างรวดเร็ว

นั้นเป็นที่มาของหัวข้อในบทความนี้ ที่ผมจะเขียนขึ้น ไปดูกันเลยครับ

สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้

  • สิ่งที่คุณจะต้องรู้ก่อนเริ่มเขียนบล็อก หรือเป็นนักเขียนอิสระ
  • 7 วิธีง่ายๆ สำหรับคนที่เริ่มเป็นนักเขียนอิสระเพื่อหาเงินออนไลน์ ไม่ต้องมีประสบการณ์
  • ค้นหาวิธีทางหาเงินออนไลน์

สิ่งที่คุณจะต้องรู้ก่อนเริ่มเขียนบล็อก

ผมเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงมาสอนคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้?


เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผมเคยทำงานประจำเป็นลูกจ้างบริษัทเกี่ยวกับโฆษณาออนไลน์อยู่พักหนึ่ง ด้วยงานที่ต้องใช้สมองคิดตลอดเวลา และต้องใช้สายตาในการจดๆ จ้องๆ อยู่หน้าคอมพิวเตอร์หลายชั่วโมงต่อวัน เพื่อรับเงินเดือนในแต่ละเดือน หรือเป็นพนักงานเงินเดือน อย่างที่คนโดยส่วนมากกำลังทำอยู่ตอนนี้แหละครับ

แต่ในสมองหรือความคิดผมก็คิดหมุนวนอยู่ตลอดเวลา ว่าจะต้องหาอะไรทำเพื่อให้ได้เงินมากกว่านี้ และต้องเป็นงานที่อิสระ ที่เราสามารถจะใช้ไอเดียและความคิดของเราได้อย่างเต็มที่ อะไรคือสิ่งที่เราต้องการกันแน่ในชีวิต

นี้แหละจึงเป็นที่มาของบล็อกเกอร์หรือนักเขียนอิสระคนนี้ หลายๆ คนที่คิดอยู่และอยากจะทำตาม ถ้าไม่เก๋าเกมจริง หรือใช้ชีวิตอินดี้แบบผม อย่าทำตามนะครับ (ถึงเป็นที่มาของชื่อเว็บบล็อกของผมไงครับ indycreators.com) แต่การตัดสินใจในครั้งนั้นของผม ก็ทำให้มีบล็อกเกอร์อย่างผมในวันนี้ครับ ทำให้ผมสามารถค้นหาวิธีการสร้างรายได้ออนไลน์ที่เป็น Passive Income ทั้งจากการเป็น Youtuber และ Blogger แม้ในช่วงเริ่มต้นอาจจะไม่มากนัก แต่ผมก็ได้ค้นพบเคล็ดลับอะไรบางอย่างในการหาเงินออนไลน์ ที่จะมาเล่าบอกคุณเป็นตอนๆ ต่อไป ซึ่งอยู่ในบล็อกนี้ของผม ถ้าคุณอยากรู้ ก็อย่าลืมติดตามผมมาแล้วกันนะครับ

บล็อกเกอร์หรือนักเขียนอิสระ คืออะไร?


บล็อกเกอร์ทำงานเกี่ยวกับอะไร และหาเงินอย่างไรในการเป็นบล็อกเกอร์?

นี่ไม่ใช่อาชีพใหม่แต่อย่างใด แต่มันเป็นอาชีพอิสระที่มีมานานแล้วในต่างประเทศ เริ่มสมัยตั้งแต่ยุคดอทคอม หรือ WWW (world wile web) เกิดขึ้นใหม่ๆ และบูมในสมัยก่อนนั้น ในต่างประเทศมี Professional Blogger ในด้านต่างๆ ที่มีรายได้ต่อปีเป็นหลักหลายสิบล้านบาท แต่สำหรับประเทศไทยเราก็พอมีบ้าง แต่ไม่เยอะ เพราะในการเป็นบล็อกเกอร์แต่ละเรื่องจะต้องรู้จริงในเรื่อ่งนั้นๆ และกล้าที่จะเขียนถ่ายทอดออกมาให้ผู้อ่านได้รู้ ถึงจะสามารถสร้างรายได้จากการทำอาชีพนี้ได้

ดังนั้นอาชีพบล็อกเกอร์หรือนักเขียนอิสระ คือ คนที่สามารถเปลี่ยนหรือถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ของตนเองในเรื่องนั้นๆ ออกมาเป็นตัวอักษร ให้แก่คนทั่วไปที่สนใจได้อ่านและเรียนรู้ และก็จะมีรายได้จากบทความที่เขียนในเรื่องนั้นๆ นี่คือ วิธีการหาเงินออนไลน์ของบล็อกเกอร์หรือนักเขียนอิสระนั่นเอง

ถ้าคุณมีความมั่นใจในความรู้ความสามารถของตัวเอง ก็อย่าเก็บไว้คนเดียว เพราะสิ่งเหล่านั้นมันสามารถจะสร้างเงินให้คุณได้มากมายเลยทีเดียว หากคุณให้เวลาในการเรียนรู้ในการเป็นบล็อกเกอร์ เริ่มตั้งแต่วิธีการสร้างบล็อก และพัฒนาทักษะการเขียนของคุณให้มากขึ้น คุณก็จะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือกูรูในเรื่องนั้นๆ แน่นอน ผมรับประกัน!!

ยิ่งถ้าคุณเขียนบทความได้น่าอ่านและน่าสนใจ คนอ่านได้อ่านแล้วชอบเรื่องนั้นๆ ที่คุณเขียน เขาก็จะแชร์และบอกต่อ บางทีก็อาจจะมีบริษัทติดต่อมาให้คุณเขียนบทความหรืองานหนังสือให้เขาก็เป็นได้ ทำให้คุณมีรายได้อีกทางหนึ่ง แต่อาชีพนี้ไม่ใช่ใครอยากจะมาเป็นก็ได้หรือเขียนอะไรก็ได้นะครับ คุณจะต้องรู้ในเรื่องนั้นจริงๆ และที่สำคัญคือ "ความกล้า" ต้องมาก่อนเสมอ Dare to Show คุณถึงจะเป็นบล็อกเกอร์ที่เก่งได้

ผมกลายมาเป็นบล็อกเกอร์ได้อย่างไร?


ผมคิดว่าอาชีพบล็อกเกอร์ถือเป็นอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจและเป็นงานที่คุณจะทำป็นแบบ Full Time หรือใครจะทำเป็นแบบ Part Time ก็ตามใจ

ตั้งแต่ผมเริ่มทำงานด้านออนไลน์หรือเปลี่ยนตัวเองมาเป็นบล็อกเกอร์หรือนักเขียนอิสระแบบเต็มตัว ชีิวิตผมก็มีอิสระมากขึ้น ผมสามารถที่จะทำงานที่ไหนก็ได้ หรือเวลาใดก็ได้ เมื่อผมเกิดไอเดียใหม่ๆ หรือนึกอะไรที่พอจะเขียนเป็นบทความได้ และเป็นประโยชน์กับผู้อ่านหรือผู้ติดตาม ทั้งยังทำเงินให้ผมได้ไม่แพ้กับเงินเดือนหรือรายได้ประจำ และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคต

เพียงแค่ผมหยิบแล๊ปท๊อปขึ้นมา แล้วนั่งจิบกาแฟอร่อยๆ ที่ไหนสักแห่ง นั่งดูสาวชิลล์ๆ แล้วก็นึกสร้าง Contents ที่ตนเองอยากจะเขียนขึ้นมา แล้วก็ลงมือพิมพ์มันลงไปในแล๊ปท๊อปนั้นซะ เท่านี้เอง ก็ทำให้ผมมีความสุขกับการทำงานได้แล้วครับ


นอกเหนือจากนั้น คุณยังสามารถควบคุมรายได้ของคุณได้อีกด้วย! ถ้าคุณอยากได้เงินมากขึ้น คุณก็ลงมือทำเยอะหน่อยก็เท่านั้น แต่ที่สำคัญงานนี้สามารถช่วยคุณปลดพันธนาการตัวคุณเองจากวงจรชีวิตของงานประจำได้เลย สำหรับคนที่รักอิสระ

แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง คุณอาจจะไม่ค่อยมีสังคม หรือพบปะผู้คนมากนัก และต้องหมั่นเรียนรู้พัฒนาทักษะความรู้ของตนเองตลอดเวลา ไม่เหมาะสำหรับคนที่ชอบปาร์ตี้ หรือชอบเข้าสังคมมากนัก และไม่ชอบอ่านหนังสือ

แต่ถ้าคุณรักในสิ่งที่คุณทำอยู่ ได้ใช้ชีวิตของคุณในแบบที่คุณอยากจะเป็น มีรายได้เลี้ยงตัวเองแบบสบายๆ โดยที่ได้อยู่กับบ้านกับครอบครัวอันแสนอบอุ่น ผมว่ามันก็คุ้มค่าที่จะแลกเปลี่ยนกันนะครับ

สิ่งที่คุณจะต้องเตรียมก่อนที่คุณจะเริ่มเป็นบล็อกเกอร์


ในการเริ่มเป็นบล็อกเกอร์หรือนักเขียนอิสระ คุณจำเป็นจะต้องมีหรือเตรียมสิ่งเหล่านี้

  1. คอมพิวเตอร์ ผมขอแนะนำให้เป็นแล๊ปท๊อปขนาดเล็กกะทัดรัด พกพาสะดวก แต่คุณสมบัติในการใช้งานโปรแกรมต่างๆ ได้ดี เพราะคุณจะต้องนำแล๊ปท๊อป ไปทำงานในทุกที่ที่คุณไป และสามารถจะหยิบขึ้นมาทำงานได้ในทันที
  2. สัญญาณอินเตอร์เน็ต ในการเป็นบล็อกเกอร์ คุณจะต้องมีสัญญาณอินเตอร์เน็ตตลอดเวลา คุณจะเลือกใช้แบบเหมาจ่ายเป็นรายปีก็ได้ หรือจ่ายเป็นรายเดือนแบบผม แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขณะที่ไปยังสถานที่ไม่ค่อยมีสัญญาณของคลื่นนั้นๆ ผมก็จะเปลี่ยนได้ หรือถ้าไม่มีจริงๆ ผมก็จะอาศัยสัญญาณไวไฟตามร้านกาแฟ หรือร้านอาหารต่างๆ ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อทำงาน
  3. อีเมล์แอดเดรส ผมแนะนำให้สมัครใช้บริการของ Gmail เป็นหลัก
  4. โปรแกรมเวิร์ดโปรเซสเซอร์ ไว้สำหรับเขียนบทความ
  5. Blog ของ Blogspot หรือของ Word Press ที่คุณสมัครและเชื่อมไว้เป็นบล็อกส่วนตัว แล้วแต่จะเลือกใช้
  6. บัญชี Paypalไว้ทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ รับจ่ายโอนได้ทั่วโลก ไปดูวิธีการสมัครกัน ที่นี่
  7. แรงบันดาลใจ ที่คุณจะต้องมีหรือสร้างขึ้นในการเขียนบทความ เพราะถือว่าเป็นเรื่องยาก หากคุณไม่มีแรงบันดาลใจแล้ว คุณจะนึกไอเดียในการเขียนบทความไม่ออก และไม่มีความสุขกับมันเลย

ทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้ คุณก็สามารถที่จะเขียนบทความของคุณได้แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องมีเครื่องมืออะไรมากมาย หรือลงทุนอะไรเยอะแยะ  ขอเพียงคุณมีใจรักในส่ิงที่กำลังทำ และค่อยๆ เรียนรู้กับมันไป

ผมก็เริ่มจากการเขียนบทความด้วยตนเองก่อน เขียนแบบได้เรื่องบ้างไม่ได้เรื่องบ้าง มีคนอ่านบ้าง ไม่มีคนสนใจอ่านเลยก็มี แต่ทักษะที่ผมได้จากการฝึกเขียนบ่อยๆ นั้นเอง ที่ทำให้ผมสร้างเงินได้จากการเป็นบล็อกเกอร์

เพราะฉะนั้นคุณก็ไม่จำเป็นจะต้องเก่งกาจอะไรมากมาย แม้แต่ผมเองสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ก็ตกวิชาเขียนอัตนัยอยู่บ่อยๆ เพราะเขียนวกไปวนมา อ่านยังไม่รู้เรื่องเลยก็มี แต่ก็ยังสามารถเขียนบล็อกของตัวเองได้ ผมทำได้คุณก็ต้องทำได้เหมือนกัน คุณว่าไหม!

ไปดูวิธีการเป็นบล็อกเกอร์และนักเขียนอิสระกันเลยนะครับ

7 วิธีง่ายๆ ของคนที่เริ่มเป็นบล็อกเกอร์เพื่อหาเงินออนไลน์ ไม่ต้องมีประสบการณ์


เราจะไปเรียนรู้ทริคหรือเคล็ดลับง่ายๆ 7 วิธีในการเป็นบล็อกเกอร์หรือนักเขียนอิสระเพื่อหาเงินออนไลน์กัน ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนคุณก็สามารถมีรายได้จากงานเขียนของคุณแล้ว

วิธีการนี้เป็นขั้นตอนลัดที่เร็วที่สุด คนที่ไม่มีประสบการณ์ในการเขียนหรือเขียนหนังสือไม่เก่งก็ทำได้ ขอเพียงแต่คุณกล้าที่จะเขียนในสิ่งที่คุณรู้ลงไป สิ่งๆ นั้นก็จะกลายเป็นรายได้ให้คุณเอง ลองเลือกใช้ตามวิธีที่คุณถนัดดูว่าถนัดการเขียนแบบไหน


1. การสร้างบล็อกส่วนตัว


ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเขียนบทความในบล็อกของตัวเองที่สร้างขึ้นมา เวลามากกว่า 90% ผมทุ่มเทไปกับการนึกคอนเท้นต์ และเรียนรู้วิธีการเขียนคอนเท้นต์ ลงมือเขียนลงบล็อกส่วนตัว และรายได้ออนไลน์ส่วนใหญ่ของผม ก็จะมาจากการเขียนบล็อกและการทำยูทูปเบอร์อีกทางหนึ่งด้วย

การเขียนบทความลงบล็อกส่วนตัว เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดแล้ว เพราะคุณสามารถเขียนอะไรก็ได้ที่คุณคิดว่าจะเป็นประโยชน์และอยากให้คนอื่นได้รู้ และมันก็เป็นพื้นที่อิสระในการแสดงความคิดเห็นของคุณ

หลักๆ แล้ว ก็มี 2 ทางเลือกในการเขียนบทความที่คุณจะใช้ได้

1. การเขียนบทความโฆษณา เป็นการเขียนบทความที่บริษัทต่างๆ ใช้โฆษณาบริษัทของตนเอง จะเป็นทางเว็บไซต์หรือทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนคำโฆษณา Ads หรือใช้ PPC Adwords ช่วยโฆษณา หรือเพื่อช่วยทำ SEO เว็บบล็อกของเขาไปด้วยในตัว

2. เขียนบทความให้กับบล็อกเกอร์ต่างๆ บล็อกเกอร์ดังๆ ส่วนมากจะไม่ค่อยมีเวลาเขียนบทความลงบล็อกของตนเองมากนัก เมื่อบล็อกของเขาเป็นที่รู้จักแล้ว คุณก็อาจจะเขียนบทความเรื่องที่คุณรู้ให้กับบล็อกเกอร์เหล่านั้นก็ได้ ถ้าเขามาจ้างคุณเขียน

เพียง 2 วิธีง่ายๆ เท่านี้ คุณก็หาเงินออนไลน์ได้แล้ว ที่สำคัญคือ คุณสามารถหาเงินออนไลน์ได้ตลอดเวลากับวิธีการนี้ เพราะว่าคนยังต้องการความรู้และความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาในหลายเรื่อง ๆ และก็ไม่ต้องกังวลใจไป ตราบใดที่ยังมีบริษัทกูเกิลเขาคอยเสริฟข้อมูลความรู้ให้แก่ผู้คนอยู่ คุณก็หาเงินออนไลน์ได้เรื่อยๆ และตลอดไป

2. เป็นฟรีแลนซ์เขียนบทความให้กับเว็บไซต์หรือเป็นนักเขียนประจำบล็อก


อีกหนี่งวิธีการคือการช่วยเขียนบทความให้กับเว็บไซต์ที่เขาสร้างขึ้นใหม่ หรือเขาต้องการคนเขียนบทความในเรื่องใดเรื่องหนี่ง และคุณก็เก่งหรือถนัดในเรื่องนั้นๆ คุณก็รับจ้างเขาเขียนบทความ

ยังมีคนที่ต้องการสร้างเว็บไซต์เพื่อช่วยโฆษณาและประชาสัมพันธ์บริษัทหรือธุรกิจของพวกเขาอีกเยอะ และเขาอาจจะไม่มีไอเดียในการเขียบบทความลงเว็บไซต์ หากคุณรู้จักหรือมีคอนเน็คชั่น ก็ให้เสนอตัวเป็นผู้เขียนบทความให้กับเขาได้เลย

ในส่วนตัวของผม ผมจะไปฝากโปรไฟล์ไว้ใน Linkedin ซึ่งเป็นโซเชียลมีเดียหางาน และเป็นที่นิยมใช้ของคนทั่วโลก มักจะได้รับการติดต่อจาก Online Maketing Manager จากบริษัทต่างๆ ทั่วไป ติดต่อมาเป็นประจำ แต่คุณต้องใช้ทักษะภาษาอังกฤษของคุณด้วย คนที่เก่งภาษาอังกฤษได้เปรียบเยอะกว่าคนอื่นแน่นอนครับ ผมรับประกัน!!

3.การเขียน E-Book


ถ้าคุณมีความชำนาญหรือเก่งในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น ทำอาหารเก่ง มีความรู้ด้านทำการเกษตร หรือเล่นฟุตบอลเก่ง เป็นต้น คุณอยากจะแบ่งปันเคล็ดลับเทคนิควิธีการเหล่านั้น คุณอาจจะเขียนเป็น E-Book แล้วนำไปขายออนไลน์ อาจจะขายโดยตรงในบล็อกของตนเองก็ได้ หรือนำไปฝากขายตามเว็บสินค้าออนไลน์ เช่น E-Bay, Amazon, Alibaba เป็นต้น หรือเสนอผลงานการเขียนให้ร้านหนังสืออนไลน์ก็ได้ ไม่แน่งานเขียนของคุณอาจจะเป็นงานเขียนที่โด่งดังก็เป็นได้



ค้นหาและเค้นเอาความสามารถของตนเอง บวกกับความกล้าออกมาลองทำดูครับ

4. เขียนบทวิดีโอหรือ Podcast


ในการทำวิดีโอลงช่องยูทูปหรือทำพอดคาสต์ นั้นจะต้องมีสคริปหรือบทก่อนที่จะถ่ายทำวิดีโอหรือบันทึกวิดีโอ

ทุกๆ คนที่จะทำวิดีโอหรือพอดคาสต์ จะต้องมีบทที่จะพูดหรือดำเนินเรื่องไปตามสคริปนั้น คุณสามารถเขียนบทหรือสคริปต์วิดีโอให้กับเหล่ายูทูปเบอร์หรือคนที่ทำ Podcast ได้ ซึ่งไม่ต้องใช้ความรู้อะไรมากมาย หากคุณเก่งในเรื่องนั้น ผมคิดว่าคุณก็ทำได้ ไม่จำเป็นจะต้องจบปริญญาด้านเขียนบทละครหรือภาพยนต์โดยตรงก็ได้

5. การแปล


ถ้าคุณพูดได้หลายภาษายิ่งเป็นข้อได้เปรียบ หากคุณพูดภาษาอังกฤษได้ และเขียนได้ คุณก็สามารถจะรับจ้างทำการแปลได้

มีบล็อกเกอร์หรือยูทูปเบอร์จำนวนมากที่ต้องการขยายฐานคนดูบล็อกหรือดูวิดีโอของเขาให้มากขึ้นจากคนดูประเทศอื่นๆ ถ้าคุณสามารถแปลภาษาในบทความนั้น เป็นภาษาอังกฤษ เยอรมัน สเปน ฝรั่งเศส หรือภาษาต่างๆ ทั่วโลก คุณก็สามารถที่จะเลือกแปลตามภาษาที่คุณเก่งและถนัดได้

ทั้งนี้อาจจะขึ้นอยู่กับเจ้าของบล็อกเกอร์หรือยูทูปเบอร์ เขาต้องการการแปลที่ถูกต้องแม่นยำมากแค่ไหนหรือพอที่จะสื่อสารได้เข้าใจก็เพียงพอ หากคุณมีใบรับรองล่ามการแปลด้านภาษานั้นๆ มาโดยตรงก็ยิ่งดี ควรคุยกันและตกลงกันกับผู้ว่าจ้างให้ชัดเจน

6. เขียนรีวิวสินค้าบริการ หรือรีวิวผลิตภัณฑ์


การเขียนริวิวมีหลากหลายรูปแบบให้เขียนรีวิว แตกต่างกันไป ถ้าคุณเข้าไปซื้อของตามเว็บขายสินค้าออนไลน์บ่อยๆ คุณจะเห็นการเขียนรีวิวสินค้าต่างๆ แต่คุณจะเขียนรีวิวได้คุณต้องมีความเข้าใจในสินค้าหรือบริการนั้นๆ ได้ดีพอ
  • การเขียนรีวิวสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ ถ้าคุณเคยใช้สินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้น คุณจะเขียนรีวิวได้ดีขึ้น
  • เขียนรีวิววิธีการใช้งานและประสิทธิภาพของสินค้า เป็นการเขียนหรืออธิบายถึงคุณสมบัติของสินค้าและผลิตภัณฑ์นั้น โดยอาจจะสาธิตประกอบพร้อมรูปภาพไปด้วยก็ได้
  • เขียนรีวิวบริการ อาจจะเขียนรีวิวแนะนำโรงแรม สถานทีท่องเที่ยวที่คุณไปเที่ยว

ทั้งหมดเป็นเรื่องใกล้ตัวคุณ ที่คุณคาดไม่ถึงว่าจะสามารถเปลี่ยนมาเป็นการทำเงินออนไลน์ให้คุณได้ใช่ไหมครับ

7. เขียนคำอธิบายสินค้า


มีเว็บขายสินค้าออนไลน์มากมาย ทั้งที่เป็นเว็บของไทย เช่น Shoppee, Lazada หรือที่เป็นเว็บขายสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ ที่เป็นภาษาต่างประเทศก็มี เช่น Amanzon, E-Bay คุณสามารถติดต่อไปยังผู้ที่จะขายสินค้าเหล่านั้นโดยตรง และเขียนคำอธิบายสินค้าให้ ก็เป็นสร้างรายได้จากการเป็นนักเขียนอิสระ ของคุณได้อีกทางหนี่ง




การค้นหาวิธีทางหาเงินออนไลน์


ขั้นตอนที่ 1 ค้นหาตัวเองว่าต้องการเป็นนักเขียนเกี่ยวกับอะไร?


ในการเริ่มต้นเป็นบล็อกเกอร์หรือนักเขียนอิสระ คุณจะต้องสะสมประสบการณ์ของตัวเองในการเขียนบล็อก แม้จะได้ค่าจ้างไม่สูงมากนัก คุณต้องเสียสละเวลาในการเขียนไปหลายชั่วโมงอย่างมากในการเขียนบทความแต่ละเรื่อง หรือแต่ละครั้ง แต่ได้ผลตอบแทนที่ดูแล้วไม่คุ้มค่า นั่นเป็นเพราะว่าคุณยังเขียนได้ไม่ดีพอ ไม่เก่งมากพอ และไม่มีความรู้เรื่องนั้นดีพอ

แต่ถ้าหากคุณไม่ล้มเลิกหรือละทิ้งความตั้งใจและความพยายามไปเสียก่อน คุณก็จะค่อยๆ มีความเชี่ยวชาญขึ้นทีละเล็กละน้อย ในเรื่องที่คุณเขียน และรู้เทคนิคและวิธีการในการเขียน จนการเขียนบทความของคุณน่าอ่านขึ้น ดีขึ้น และมีสไตล์การเขียนที่น่าสนใจเป็นของตัวเอง นั้นก็แปลว่า ถึงเวลาที่คุณจะสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการเขียนบทความของคุณได้อย่างแน่นอน

ผมจะพาคุณไปเริ่มค้นหาตัวเองนะครับ ว่าคุณเก่งอะไร

ก่อนที่ผมจะมาทำบล็อกนี้ ผมก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะสร้างบล็อกนี้ขึ้นมาโดยตรงเลย แต่เกิดจากที่ผมอยากจะเขียนหนังสือหรือถ่ายทอดความรู้ที่ผมมีอยู่ออกไปให้คนได้อ่านและได้รู้ไปด้วย ในส่ิงที่ผมมีความรู้หรือพอจะถนัดอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่มีความชัดเจนมากนัก ว่าเก่งจริงๆ ในด้านไหนกันแน่ ความรู้สึกว่าตัวเองรู้เปรอะไปหมด และค่อนข้างจะสับสนกับตัวเองอยู่พอสมควร ผมก็ค่อยๆ เข้าไปเรียนรู้และศึกษาจากการอ่านหนังสือบ้าง เข้าไปดูบทความออนไลน์ในเรื่องต่างๆ บ้าง ก็ทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ขึ้นมาได้

ก่อนอื่นให้คุณไปหากระดาษเปล่ามาสักแผ่น ปากกาหนี่งด้าม แล้วเขียนอะไรก็ได้ที่คุณคิดว่าคุณพอจะมีความรู้ ถนัดที่สุด หรือว่าชอบทำที่สุดลงไปในกระดาษเปล่านั้น เขียนลงไปเท่าที่นึกได้

เหมือนผมที่เขียนลงไปเป็นรายการแบบนี้
  1. รับงานซ่อมคอมพิวเตอร์
  2. ทำเกษตรทำฟาร์มเพาะเห็ด
  3. ท่องเที่ยวไปทั่วไทย 
  4. สอนภาษาอังกฤษให้กับเด็ก
  5. อยากเขียนหนังสือสักหนี่งเล่ม เรื่องอะไรดี?
  6. อ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุน
  7. ทำวิดีโอลงยูทูปเบอร์ เกี่ยวกับอะไรดี? ที่เขาทำแล้วมีรายได้
  8. เลิกคิด แล้วกลับไปหางานประจำทำซะ

เป็นที่น่าแปลกใจเป็นอย่างมากกับรายการที่ผมเขียนลงกระดาษด้านบน ผมมีสิ่งที่ผมมีความรู้และถนัดที่จะทำหรืออยากจะทำ ส่ิงที่ชอบเยอะแยะไปหมด จริงๆ เขียนเยอะกว่านี้ ที่คัดมาผมเน้นตัวอักษรตัวหนา นั่นคือสิ่งที่ผมเลือกจะทำ บางอย่างผมก็ได้ลงมือทำไปแล้ว และนำมาผสมผสาน จึงได้เกิดบล็อกสอนการหาเงินออนไลน์นี้ขึ้นมาให้คุณได้เรียนรู้กันครับ

อยากให้คุณลองไปทำดูนะครับ ว่าคุณต้องการเป็นบล็อกเกอร์หรือนักเขียนอิสระเกี่ยวกับอะไร

มาถึงขั้นตอนเราจะไปหาเงินออนไลน์กันได้จากที่ไหน อย่างไร?

ในขั้นตอนนี้เป็นการค้นหาลูกค้า หรือกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการจะให้เขาเข้ามาอ่านบล็อกของคุณ หรือบทความทีี่คุณเขียน เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เทคนิคอยู่พอสมควร ซึ่งผมจะได้เขียนเป็นบทความการทำ SEO แยกเป็นตอนๆ ให้เพิ่มเติมอีกในภายหลัง แต่ในขั้นต้นนี้ ไปดูกันว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณเขาอยู่ที่ไหนกัน

ให้คุณสรุปไอเดียที่คุณจะทำแล้วแยกย่อยมันลงไปจนเล็กที่สุด และได้เรื่องเฉพาะเจาะจงในเรื่องที่คุณอยากจะเขียนบล็อก ไปดูตัวอย่างกัน
  • การท่องเที่ยว
  • แฟชั่น
  • เทคโนโลยี
  • การกีฬา
4 ข้อหลักด้านบนให้คุณแยกย่อยลงไปอีกขั้นหนึ่งเพื่อหาเรื่องหรือสิ่งที่เฉพาะเจาะจง ที่คุณอยากจะเขียน

ยกตัวอย่างเช่นผมอยากจะเขียนบล็อกเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ก็จะแยกย่อยเป็น Paragraph ได้ดังรูปด้านล่าง
ตาม Paragraph ด้านบน ผมแยกย่อยลงมาจนผมได้สิ่งที่ผมจะเขียนเกี่ยวกับการท่องเที่ยวได้อย่างชัดเจนแล้วครับ นี่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ผมจะเลือกเขียนบล็อกให้เขาได้อ่านกันครับ

คุณลองนำไปทำดูแบบผมนะครับ ให้คุณเลือกข้อหลักก่อนว่าคุณจะเขียนบล็อกเกี่ยวกับอะไร แล้วใช้ไอเดียแยกย่อยหัวข้อหลักนั้น ลงมาทีละขั้นเป็น Paragraph ดู เดี๋ยวคุณจะได้เรื่องราวหรือสิ่งที่คุณต้องการจะเขียนเฉพาะเจาะจง




เรื่องที่คุณเลือกเขียนบล็อกเฉพาะเจาะจง จะมีคนเข้ามาอ่านบล็อกและทำเงินออนไลน์ได้ไหม?

ผมขอตอบว่า มีคนสนใจแน่นอนครับ ไม่ต้องห่วง!

แม้ในเรื่องบางเรื่อง หรือสิ่งบางสิ่งจะมีกลุ่มคนที่สนใจเรื่องเดียวกันอยู่แล้วในโลกออนไลน์ โดยส่วนมากจะตั้งเป็นเว็บบอร์ด หรือกลุ่มใน Socila Media ต่างๆ มากมายหลายกลุ่มที่คุยในเรื่องเดียวกััน หากเป็นกลุ่มที่ตรงกับเรื่องที่คุณจะเขียนบล็อก คุณก็จะได้กลุ่มผู้อ่านที่สนใจและกลายเป็นแฟนประจำบล็อกของคุณโดยตรง

ผมจะยกตัวอย่างกลุ่มที่ผมเลือกเฉพาะเจาะจงมาได้ คือ กลุ่มชอบท่องเที่ยว แล้วผมจะไปเสริชหาข้อมูลใน Google ดังรูปด้านล่าง

blogs

ให้พิมพ์ในช่องค้นหาว่า "เรื่องที่คุณจะเขียน + blogs" ตัวอย่าง "ท่องเที่ยวไทย + blogs"



ถ้ามีบล็อกที่ค้นหาอยู่ คุณเห็นไหมครับว่า ยังมีช่องว่างที่ทำให้เราหาเงินออนไลน์ได้อีกเยอะ จากเรื่องที่เราจะทำบล็อกหรือเขียนบล็อกเฉพาะเจาะจงในเรื่องนั้นๆ คุณสามารถทำเงินเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ได้อีกมาก เมื่อเทียบกับคนที่มาเขียนบล็อกหรือทำบล็อกเหล่านั้น

ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าของบริษัท

ถ้ามีบริษัทที่ขายสินค้าหรือบริการและมีการให้ข้อมูล เกี่ยวกับเรื่องคุณจะเขียนหรือทำบล็อก นั่นก็เป็นโอกาสดีที่คุณจะทำเงินกับเขา

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมค้นหาเกี่ยวกับเรื่องท่องเที่ยว เข้าไปดูเว็บไซต์ บนเว็บเว็บไซต์ของเขาก็จะมีข้อมูลรีวิวการท่องเที่ยว หรืออธิบายโฆษณาถึงแหล่งท่องเที่ยว



คุณจะเห็นบทความการให้ข้อมูลหรือรีวิวเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยว บางเว็บไซต์ก็จะก็อปปี้ข้อมูลมาแบบซ้ำๆ บ้าง ยังมีเว็บไซต์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวอีกมากที่ต้องการคนเขียนบทความหรือรีวิวข้อมูลให้ ทุกหน้าเว็บเพจบนอินเตอร์เน็ต จะเป็นโอกาสให้คุณเขียนบทความ



Affiliate Programs หรือสมัครเป็นผู้ร่วมโฆษณา

มีเว็บไซต์จำนวนมากที่เปิดโอกาสให้บล็อกเกอร์หรือผู้เขียนบทความสามารถสมัครเป็นผู้ร่วมโฆษณาให้ และก็จะแบ่งปันค่าคอมมิชชั่นจากยอดขายที่มาจากโฆษณานั้นให้เป็น % บางเว็บไซต์ให้ค่าคอมมิชชั่น 5 - 10 % เลยก็มี

คุณสามารถหาเว็บไซต์ที่มี Affiliate Programs ให้ร่วมโฆษณาได้ ในเรื่องที่คุณจะเขียนและบล็อกที่คุณทำ นี่ก็เป็นวิธีการหาเงินที่จะทำเงินให้คุณได้มากขึ้น เพราะเว็บไซต์เหล่านั้นก็ต้องการคนที่จะเขียนบทความเพื่อช่วยโฆษณาสินค้าหรือบริการของเขา และยินดีจ่ายให้คุณอย่างงาม


ขั้นตอนที่ 2 คุณสามารถหางานจ้างเขียนออนไลน์ได้จากที่ไหนบ้าง?


ในขั้นตอนนี้ผมจะบอกคุณถึงวิธีการการหางานเขียนบทความออนไลน์แบบง่ายๆ

ผมแนะนำให้คุณควรที่จะเข้าไปหาในเว็บบอร์ด เว็บไซต์หางาน และโฆษณาหางานในส่วนที่เกี่ยวกับคุณ เพราะคุณจะเห็นรายละเอียดของงานที่จะจ้างให้คุณเขียน ทำให้คุณสามารถที่จะเลือกได้ว่าจะเลือกทำงานนั้นหรือไม่ทำก็ได้

ไปดูเคล็ดลับในการค้นหางานนักเขียนของผมกัน
  • เว็บไซต์ที่ลงโฆษณาหางานแล้ว : ให้ไปดูว่ามีเว็บไซต์ไหนบ้างที่ต้องการนักเขียน
  • เว็บไซต์ที่ยังไม่ลงโฆษณาหางาน : เข้าไปดูรายละเอียดในส่วน Job Career เว็บไซต์นั้นๆ ที่เคยประกาศหางานไปแล้ว เคยมีประกาศรับสมัครงานในตำแหน่งงานเกี่ยวกับงานของเราบ้างไหม
  • หาข้อมูลภายในบริษัท : วิธีการนี้อาจจะต้องรู้จักกลุ่มลูกค้าหรือเพื่อนนักเขียนด้วยกันแนะนำให้
ทั้งหมดเป็นเคล็ดลับง่ายๆ ที่คุณจะทำได้ คือ ให้คุณเขียนโปรไฟล์ของคุณแล้วส่งไปยังอีเมล์ในฝ่ายบุคคลที่รับผิดชอบการรับสมัครงาน เขาอ่านอีเมล์ของคุณแน่นอน

ไปดูที่เว็บไซต์ที่ลงโฆษณาหางาน

บริษัทหรือผู้ต้องการจ้างงานต่างๆ จะมาลงโฆษณาไว้ ให้คุณเข้าไปเลือกดูตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่คุณจะเขียนบทความหรือทำบล็อก โดยทั่วไปแล้วก็จะมี
  • เว็บบอร์ดประกาศหางาน นักเขียนแบบฟรีแลนซ์ หรืองานอื่นๆ แบบฟรีแลนซ์
  • เว็บไซต์หางานทั่วไป
  • โฆษณาหางานที่แปะลิ้งค์ไว้ตามเว็บ
  • เข้าไปที่เว็บไซต์นั้นโดยตรง
ทั้งหมดนี้คุณสามารถเข้าไปค้นหางานได้ฟรี ถ้าคุณเข้าไปหางานได้แล้วกับคนว่าจ้างรายใดรายหนึ่ง เมื่อคุณเขียนงานให้เขาเรื่องหนึ่งและสร้างผลงานให้สุดฝีมือ หากเขาชอบและประทับใจในผลงานของคุณก็อย่าลืมให้เขาแนะนำงานต่อๆ ไปให้คุณด้วยนะครับ



วิธีการค้นหางานในเว็บบอร์ดประกาศหางานให้ได้ผลดี และตรงตามใจที่คุณต้องการ

เว็บบอร์ดประกาศหางานฟรีแลนซ์ เป็นแหล่งหางานที่งานอยู่ในระดับกลางๆ ยิ่งเป็นงานฟรีแลนซ์จากผู้ว่าจ้าง เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องห่วงในฝีมือการเขียนบทความหรือทำบล็อกของคุณ หากในเว็บบอร์ดประกาศว่าต้องการจ้างนักเขียนที่มีฝีมือดีที่สุด คุณไม่ต้องกลัวว่าจะทำไม่ได้ครับ ให้คุณกล้าที่จะสมัครไปและทดลองเขียนแล้วส่งงานเขียนให้เขาดูครับ



ลิงค์ด้านล่างเป็นเว็บไซต์หรือเว็บบอร์ดประกาศหางานฟรีแลนซ์ที่ผมจะแนะนำให้ มีทั้งของประเทศไทยและของต่างประเทศ ให้เลือกถ้าคุณเก่งภาษาอังกฤษ

เว็บไซต์ทั้งหมดเป็นแหล่งที่รวบรวมงานฟรีแลนซ์ที่ผู้ว่าจ้างและผู้ประกาศรับจ้างมาโพสต์ไว้ คุณสามารถเข้าไปฝากโปรไฟล์คุณไว้ หรือค้นหางานเขียนบล็อก แล้วทำการ Bookmark  งานที่เกี่ยวข้องและคุณสนใจไว้ก่อนก็ได้ แล้วค่อยกลับมาไล่อ่านรายละเอียดดูทีหลัง

การสมัครให้แจ้งเตือนตำแหน่งงานเกี่ยวกับการหางานฟรีแลนซ์ หรืองานเขียนของคุณ

ให้คุณสมัครรับการแจ้งเตือนจากเว็บไซต์หรือเว็บบอร์ดที่ประกาศหางานฟรีแลนซ์ ถ้ามีงานใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานของคุณ ระบบจะส่งอีเมล์แจ้งเตือนให้คุณอัตโนมัติ หรือเข้าไปตั้งค่าให้มีการแจ้งเตือนเกี่ยวกับงานที่เกี่ยวข้องใน Google Alert ด้วยก็ได้

คุณไม่จำเป็นจะต้องไปไล่ค้นหางานหรืออ่านทุกๆ เว็บบอร์ดหรือเว็บไซต์ประกาศหางานก็ได้ เพียงใช้วิธีการสมัครให้แจ้งเตือนก็พอ บางเว็บไซต์รับสมัครงานมีทั้งให้แจ้งเตือนเป็น SMS และอีเมล์ด้วย



Classifed Ad เว็บไซต์ที่โฆษณาโดยจัดกลุ่มย่อยเรื่องต่างๆ

ให้ไปที่หมวดหมู่ Job แล้วลองหาดูว่ามีงานไหนบ้าง จะเป็นเว็บไซต์ของต่างประเทศ คุณสามารถหางานได้ทั่วโลก ในส่วนประเทศไทยเราก็มีแต่ไม่มากนัก

https://www.bangkok.craigslist.org/
https://www.classifiedads.com

คุณสามารถเลือกตำแหน่งงานตามพื้นที่ที่คุณสนใจได้เลย



คุณติดปัญหาในการเขียน Contents ไม่มีไอเดีย


contents ในการที่จะเขียนบทความถือว่าเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้เริ่มต้นเขียนบทความหรือบล็อก แต่คุณสามารถพัฒนาได้จากการที่ได้เขียนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และได้รับงานมากขึ้น ไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด

ให้คุณไปฝากโปรไฟล์กับเว็บไซต์เหล่านี้ไว้เยอะๆ หลายๆ เว็บไซต์ ทั้งไทยและเทศ คุณจะมีโอกาสได้รับการว่าจ้างให้เขียนบทความหรืองานอย่างแน่นอน




เคล็็ดลับเพิ่มเติม 2 วิธีในการหางานเขียนออนไลน์

ยังมีวิธีการหางานนักเขียนบทความออนไลน์ได้อีกหลายวิธี ที่คุณไม่รู้

วิธีที่ 1 หาจากบนลงมาล่าง
นี่เป็นเทคนิคของผมที่ได้เคยใช้หางานออนไลน์มาแล้ว ได้ผลดี และได้งานที่ต้องการรวดเร็ว ตรงใจมากทีสุด มากกว่าวิธีการอื่นๆ

ให้คุณเข้าไปในเว็บไซต์ที่เป็นแมกกาซีนที่เขียนบทความด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่าว การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ หรือเทคโนโลยี หรือเข้าไปที่บล็อกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องหรือบทความที่คุณจะเขียน และหาดูชื่อนักเขียนบทความนั้นๆ แล้วให้คุณจำชื่อคนเขียนบทความนั้นๆ ไปค้นหาโปรไฟล์ของเขา นี่เป็นตัวอย่าง ผมสนใจคนเขียนบทความเกี่ยวกับเทคโนโลยีคนนี้ ชื่อ Orn Smlth ในเว็บไซต์ contentshifu



จากด้านบนก็จะมีลิงค์โปรไฟล์ของนักเขียนบทความคนนี้ไปที่ลิ้งค์ Facebook หรือ Linked ส่วนตัวของเขา คุณก็กดเข้าไปดูตามลิ้งค์ได้เลย แต่ถ้าไม่ลิ้งค์โปรไฟล์ไว้ ก็ให้คุณเข้าไปค้นหาใน Google Search ให้ระบุคำว่า freelancer หรือ blogger ท้ายชื่อไป



ให้คุณคลิกเข้าไปดูที่ลิ้งที่ได้จาก Google Search ในลิ้งค์ใดลิ้งค์หนึ่ง คุณก็จะพบผลงานเขียนบทความของเขา ที่เขียนให้กับบล็อกหรือเว็บไซต์ใดบ้าง



เพียงเท่านี้คุณก็ได้เห็นแล้วว่ายังมีงานเขียนบทความอีกมาก ที่ต้องการนักเขียนบทความด้านต่างๆ ให้มากมาย อย่างเช่น นักเขียนหรือ Blogger คนนี้ หวังว่าวิธีการนี้จะเปิดช่องทางหรือไอเดียในการหางานเขียนออนไลน์ของคุณได้มากขึ้น

ผมก็ใช้วิธีการนี้ในการหางานออนไลน์ หรืองานเขียนบทความที่ผมต้องการจะเขียน เหมือนนักเขียนที่ชื่อ Orn Smith เธอก็มีโปรไฟล์ไว้ในโปรแกรมต่างๆ อีกด้วย เพื่อให้ง่ายในค้นหาจากคนที่ต้องการจ้างงาน

การเข้าไปค้นหาใน Linkedin ซึ่งเป็นโปรแกรมหางานที่ฮิตที่สุดในโลก

วิธีการนี้ก็เหมือนวิธีการด้านบน เพียงแต่คุณเข้าไปค้นหาใน Linkedin เอาเอง หากผู้เขียนบทความไม่ได้มีลิ้งค์โปรไฟล์ Social Media ส่วนตัวใต้บทความไว้ ก็ให้เข้าไปดูว่าเขามีโปรไฟล์ฝากไว้กับ Linkedin หรือไม่

เมื่อคุณได้ชื่อของนักเขียนบทความที่คุณอ่านหรือบทความที่เขียนเรื่องที่คุณสนใจจะเขียน ให้นำไปค้นหาใน Linkedin เหมือนกับการค้นหาใน Google


เมื่อพบโปรไฟล์ของเขาใน Linkedin แล้ว ก็ให้เลื่อนหน้าเพจลงมา คุณก็จะพบพารากราฟ แสดงประสบการณ์ที่นักเขียนคนนี้เคยเขียนบทความให้กับบริษัทไหนบ้าง




นี่ก็เป็นช่องทางมองหาบริษัทที่จ้างงานเกี่ยวกับการเขียนบทความเรื่องที่คุณจะเขียน คุณก็ลองหาวิธีติดต่อสอบถามหรือยื่นใบสมัครดูได้

คุณไม่ต้องกลัวหรือคิดว่าจะไปเป็นการแย่งงานนักเขียนคนนี้ ถ้าคุณมีอาชีพเป็นนักเขียนหรือทำงานเขียนในเรื่องที่สนใจเรื่องเดียวกัน เขาก็คงไม่ปฏิเสธความตั้งใจของคุณหรอก ให้มั่นใจในความสามารถของตนเองเท่านั้นก็พอ



ขั้นตอนที่ 3 สร้างเครื่องมือการขาย


การตัดสินว่าใครเขียนบทความได้ดีและน่าอ่านนั้น จะตัดสินใจว่าเป็นนักเขียนที่ดีหรือเป็นนักเขียนที่เขียนไม่ได้เรื่อง

คุณสามารถดูจากหนังสือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่นักเขียนหรือคนเขียนนิยายเรื่องนั้นๆ มีคนติดตามมากน้อยแค่ไหน คุณไม่สามารถเขียนหนังสือในสิ่งที่คุณไม่ชอบหรือไม่เคยอ่านมาก่อนได้ ยกตัวอย่างเช่น J.K. Rolling เขียนหนังสือเรื่อง Harry Porter เป็นนิยายติดอันดับที่มีคนอ่านหลายล้านคนทั่วโลก เพราะเขายืนหยัดและมุ่งมั่นตั้งใจแน่วแน่ไม่ย่อท้อในการเขียน และมีใจรักในสิ่งทีี่ทำ

นี่เป็นสิ่งที่คุณคำนึงก่อนที่จะเป็นนักเขียนที่ดีได้
  • คุณต้องมีสไตล์การเขียนของตัวเอง และดูว่ามีคนอ่านชอบสไตล์การเขียนของคุณหรือไม่
  • งานเขียนของคุณหรือฝีมือการเขียนที่ผ่านมาของคุณ เป็นการสะสมประสบการณ์ที่ดี พัฒนาฝีมือเพิ่มมากขึ้นหรือไม่
  • มีผู้อ่านพูดถึงการเขียนของคุณหรือไม่ ว่าเป็นบทความหรือเรื่องที่น่าอ่าน
  • และมีคนช่วยแชร์หรือกระจายบทความของคุณหรือไม่ ว่าเป็นบทความที่น่าอ่าน
คุณไม่จำเป็นต้องเขียนหรือทำได้ดีทั้งหมดทั้ง 4 อย่าง แต่มีคุณสมบัติเพียงแต่ 2 หรือ 3 อย่าง ก็เพียงพอแล้ว นักเขียนที่เก่งๆ หรือดังๆ บางคนก็มีคุณสมบัติแค่อย่างเดียว แต่ก็สามารถเขียนหนังสือจนเป็นที่โด่งดังและมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักได้

สิ่งที่สำคัญ คือ คุณจะต้องแสดงความสามารถในการเขียนของคุณให้คนอื่นได้รู้ และเขียนให้ดีเพื่อให้ผู้ว่าจ้างพอใจ ให้มุ่งไปที่ว่าคุณสามารถที่จะเริ่มการเขียนได้อย่างไร

การสะสมประสบการณ์ในการเป็นนักเขียน

แม้ว่าในเริ่มแรกประสบการณ์หรืองานเขียนคุณจะยังน้อยอยู่ แต่คุณจะต้องเขียนเพื่อให้คนอ่านเป็นผู้ตัดสินใจว่างานเขียนของคุณดีหรือไม่ดี และอย่างน้อยที่สุด มีสิ่งที่คุณควรต้องทำ
  • เขียนบทความบ่อยๆ
  • เน้นการเขียนบทความเรื่องที่คุณสนใจและมีความรู้ในเรื่องนั้นอย่างดี
  • พัฒนาทักษะการเขียนของคุณให้มากขึ้นเรื่อยๆ
ไปดูกันว่าเราจะเขียนบทความ และสร้างเครื่องมือการขายในบทความนั้นกันอย่างไร?

เครื่องมือการขายที่ 1 ง่ายและเห็นได้ชัด

เครื่องมือการขายนี้ เป็นเคล็ดลับแบบง่ายๆ แต่ได้ผลดี ถ้าคุณอยากจะเป็นนักเขียนทีดี นี่เป็นสิ่งที่คุณต้องลองสร้างเครื่องมือการขายนี้ดู



รูปภาพที่ง่ายๆ ทำให้คนเห็นและสนใจในงานเขียนของคุณ เมื่อเขากดตามลิ้งค์ที่เป็น Ads ของคุณ ตามรูปภาพไปเขาก็จะได้พบงานเขียนบทความนั้น ที่เป็นของเว็บบล็อกของคุณเองหรือเป็นงานเขียนที่คุณเขียนให้กับบล็อกอื่นๆ ไว้



ให้คุณทำเป็นลิ้งค์แปะไว้ในบริเวณใต้เว็บเพจหรือบริเวณใดบริเวณหนึ่งในบล็อกของคุณก็ได้ หรือนำไปฝากไว้ตามเว็บไฟล์ฝาก Portfolio ผลงานของคุณก็ได้ ถ้าคนมาเห็นจะได้กดเข้ามาดูงานเขียนหรือ Contents ในบล็อกของคุณ



เครื่องมือขายที่ 2 ตัดทอนบทความให้สั้นนำส่วนที่เป็นใจความสำคัญมาและทำเป็นโลโก้

เป็นการตัดทอนบทความบางส่วนมา และทำเป็นโลโก้กำกับไว้ ถ้าการทำโลโก้หรือรูปภาพขนาดเล็กสวยงามและสะดุดตา ก็จะทำให้คนกดตามไปดูบทความที่เขียนไว้




เป็นการลดการอ่านรายละเอียดทั้งหมดของบทความนั้น ช่วยให้ลูกค้าอ่านข้อความสำคัญได้เร็ว สั้นกระชับ แล้วโดนใจ ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการเร็วขึ้น โดยตัดทอนใจความบางส่วนมากำกับไว้กับรูปภาพหรือโลโก้



คุณสามารถสร้างเครื่องมือการขายทั้งหมดแบบด้านบนง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้ขั้นตอนอะไรที่พิเศษหรือยุ่งยากเลย เพียงแต่ต้องเขียนบทความที่น่าอ่านและให้ข้อมูลถูกต้องครบถ้วน ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนเว็บไซต์ใหญ่ๆ ที่มีเครื่องมือต่างๆ ครบ

ถ้าคุณยังไม่มีงานเขียนบทความมาก่อนเลย จะทำอย่างไร?

นี่เป็นคำถามที่ดีครับ ถ้าคุณเริ่มทำบล็อกใหม่ๆ หรือเป็นนักเขียนมือใหม่ ยังไม่มีผลงานการเขียนบทความเลย ที่จะสร้างเครื่องมือการขายเพื่ออ้างอิงถึง คุณไม่ต้องกังวล ผมจะบอกเคล็ดลับคุณ 2 วิธี

วิธีที่ 1 สร้างบล็อกของคุณเอง

การเริ่มสร้างบล็อกเรื่องที่คุณจะเขียนและลงมือเขียน ใช้หลายเทคนิค ใช้หลายๆ สไตล์ และเริ่มเขียนบทความขึ้นมาตามที่คุณคิดว่าสามารถให้ผู้อ่านจำนวนมากเขาสนใจและอ่านบทความนั้นของคุณได้

ในเริ่มแรกคุณไม่จำเป็นจะต้องแชร์บทความของคุณหรือบอกให้คนอื่นรู้ก็ได้  ถ้าคุณยังไม่ต้องการ แต่ให้คุณทำลิ้งค์ไว้ทุกบทความที่คุณเขียนไว้แล้ว เผื่อไว้โอกาสหน้าที่คุณอยากให้คนอื่นได้อ่านบทความของคุณ ค่อยเปิดแชร์ออนไลน์ให้คนอื่นได้เห็น



วิธีที่ 2 หาดูประกาศหางานเขียนบทความและทดลองเขียนตามประกาศในบอร์ดนั้นดู

ในการเริ่มการเขียนของผมก็ใช้วิธีการนี้ โดยเข้าไปตามเว็บหรือบอร์ดประกาศรับสมัครงานฟรีแลนซ์ แล้วเข้าไปดูรายละเอียดการประกาศรับสมัครนักเขียน ว่าเขาต้องการให้เขียนงานแบบไหน รายละเอียดของเนื้อหาที่ต้องการให้เขียน คุณสมบัติของนักเขียน

โดยให้เข้าไปค้นหาดูในเว็บหางานฟรีแลนซ์หรือเว็บประกาศหางานเกี่ยวกับหางานนักเขียน เมื่อเจอแล้วให้เข้าไปดูรายละเอียด โดยไม่ต้องสนใจว่าประกาศหมดอายุแล้วหรือยัง ดังรูปด้านล่าง



แล้วให้คุณลงมือเขียนงานตามหัวข้อประกาศนั้น ตามรายละเอียดของเนื้อหางานที่ระบุไว้ การทำวิธีนี้จะให้ผลที่ดี 2 อย่าง
  1. คุณจะได้ประสบการณ์ในการเขียน ตามสไตล์หรือรายละเอียดของเนื้อหาเรื่องนั้นจริงๆ
  2. คุณสามารถที่จะเขียนบทความหรือสร้างโปรไฟล์งานเขียนของคุณ เพิ่มขึ้นได้
เมื่อคุณเขียนเสร็จแล้ว คุณอาจจะลองนำเสนอผลงานการเขียนของคุณให้กับคนประกาศหางานเขียนนั้นดูเลยก็ได้ หรือนำไปโพสต์ไว้ในบล็อกส่วนตัวที่คุณได้สร้างไว้ก่อนหน้านี้ก็ได้ วิธีการนี้จะค่อยๆ นำคุณเข้าไปสู่แวดวงนักเขียนอิสระ และเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ

การไปโพสต์ไว้ในบอร์ดต่างๆ

การไปโพสต์แสดงความคิดเห็นหรือช่วยตอบปัญหาในเว็บบอร์ดต่างๆ เป็นบทความสั้นๆ ก็มีประโยชน์ต่อการสะสมโปรไฟล์หรือผลงานการเขียนของผมมาก เป็นการเก็บสะสมประสบการณ์หรือผลงานในการเขียน กับใครหลายๆ คน ที่สนใจงานเขียนของคุณและเป็นเปิดโอกาสให้ผลงานการเขียนของคุณไปสู่สายตาคนอ่านมากขึ้น ไม่แน่คุณอาจจะได้รับการติดต่อมาจากคนที่เขาต้องการจ้างให้คุณเขียนงานให้ หรือบรรณาธิการบล็อกที่มีชื่อเสียง ให้คุณเขียนงานให้ก็ได้



ไปดูตัวอย่างที่ผมได้รับการติดต่อจากต่างประเทศ เมื่อผมไปโพสต์โปรไฟล์และบล็อกของผมไว้ตามบอร์ดต่างๆ หรือตาม Socila Media เขาส่งข้อความหรือมีอีเมล์มาให้ไปช่วยทำงานด้านการตลาดออนไลน์







รีวิวคำชมเชย

เป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างเครดิตหรือความน่าเชื่อถือในงานเขียนบทความหรือสร้างเครดิตให้นักเขียนนั้นๆ จริงๆ แล้วมากกว่า 90% ของคนที่จะตัดสินใจซื้อของออนไลน์หรือสมัครคอร์สออนไลน์ต่างๆ หรือสมัครเป็นแฟนประจำบล็อก เกิดจากการได้อ่านรีวิวคำชมเจ้าของบล็อกหรือคนที่เขียนบทความนั้นๆ จากผู้อ่านคนอื่นๆ ที่เข้ามาอ่านแล้วรีิวิวคำชมไว้




ขั้นตอนที่ 4 เขียนอย่างไร? ให้มีคนจ้าง หรือคนสนใจงานเขียนคุณ


การทำให้คนว่าจ้างหรือมีผู้สนใจงานเขียนของคุณเป็นเคล็ดลับที่สำคัญ คุณจะต้องทำให้เหนือกว่าคนอื่น และทำให้เขาสนใจคุณเป็นพิเศษ

ผมจะบอกถึงเคล็ดลับและวิธีการที่ผมใช้เพื่อเสนองานเขียนของผมให้กับผู้ว่าจ้างหรือคนที่สนใจ

ไปดูกันว่าวิธีการไหนเป็นการนำเสนอผลงานเขียนของตนเองได้ดีหรือสมัครงานถูกวิธี

พุ่งเป้าไปที่คนรับผิดชอบเกี่ยวกับงานเขียนเรื่องนั้นๆ หรือ HR

แล้วใครล่ะที่คุณจะต้องติดต่อไป? นี่ต้องเป็นคำถามที่คุณจะต้องถามผมแน่ๆ หากคุณส่งอีเมล์ไปถูกคนหรือถูกจุด มันอาจจะทำให้คุณได้รับการพิจารณาจากคนที่รับผิดชอบโดยตรงหรือแผนกที่เกี่ยวข้องในบริษัทนั้นๆ

มีอยู่ 4 จุดที่คุณจะหาคนที่จะติดต่อได้จาก Post รับสมัครงาน และส่งอีเมล์ไปได้โดยตรง
  • ข้างล่างแต่ละโพสต์หางาน อาจจะมีตำแหน่งหรือลิงค์ How to apply โดยตรงให้คุณเลย
  • Direct Email : เป็นจุดที่คุณสามารถหาอีเมล์ของบรรณาธิการ หรือผู้จัดการการตลาดหรือหัวหน้าฝ่าย content marketing โดยตรง
  • Department Email : เป็นจุดที่คุณอาจจะค้นหาอีเมล์ของใครบางคนที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบงานการตลาด เป็นต้น ให้ส่งถึงเขาได้โดยตรง
  • Contact Form : ให้คุณไปที่หน้า Contact Page ของเว็บไซต์หรือบล็อกนั้น แล้วลองเลื่อนลงไปด้านล่างของหน้า
ถ้าหากคุณหาอีเมล์ติดต่อไม่ได้เลย ค้นดูในหน้าเว็บไซต์จนทั่วทุกหน้าหมดแล้วก็ยังไม่เจอ ผมมีวิธีการหรือทริคเล็กน้อยในการค้นหา ให้คุณไปที่ Hunter.ioแล้วลองพิมพ์ชื่อเว็บไซต์บริษัทลงไปดูเพื่อค้นหาอีเมล์ จะมีรายการอีเมล์มาให้คุณเลือกติดต่อ

วิธีการเสนอผลงานเขียนของตนเองให้ดูโดดเด่น และแตกต่างจากคนอื่น

การที่คุณจะได้รับพิจารณาคัดเลือกเพื่อให้ได้รับว่าจ้างเขียนงาน ไม่ใช่ว่าคุณจะได้รับการตอบรับทุกงาน

แต่ไม่ต้องกังวลไป ผมมีวิธีที่จะมาบอกว่าคุณจะต้องทำอย่างไร?

เพราะว่าการจะทำให้ผู้ว่าจ้างถูกใจหรือพอใจในตอนแรกถือเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร การโน้มน้าวใจให้ผู้ว่าจ้างเขาเลือกคุณจากคนที่สมัครอาจจะมีเป็นสิบหรือร้อยคน มันเป็นเรื่องที่คุณจะต้องเสนอผลงานเขียนของตนเองด้วยความมั่นใจ

โดยทั่วไปคุณอาจจะหว่านใบสมัครไปทั่ว หรือบางคนอาจจะพลาดจุดสำคัญไป หรืออาจจะให้ข้อมูลกับผู้ที่สนใจหรือว่าจ้างน้อยจนเกินไป นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมคุณต้องเขียนข้อมูลถึงเขาให้น่าสนใจ ผมมีทริคที่ให้คุณจำแบบง่าย ๆ ดังนี้
  • ถูกคน
  • เข้าใจง่าย
  • ใส่ประเด็นสำคัญในตอนแรก (ใต้หัวข้อเลย)
  • ถูกต้อง
  • ไม่ซับซ้อน
คำสั้นๆ ง่ายๆ ที่ผมได้ใช้ในการสมัครงานหรือนำเสนอผลงานเขียนบทความของผมแก่ผู้ที่สนใจ ได้ผลเป็นอย่างดี และได้แนะนำแก่นักเขียนหลายๆ คน นำไปใช้ ส่วนมากก็ได้รับการตอบรับจากผู้ว่าจ้าง



ถูกคน

เป็นเคล็ดลับง่ายๆ ไม่ควรมองข้าม เวลาคุณส่งอีเมล์ไปถึงผู้ว่าจ้างหรือคนที่ประกาศรับสมัครงาน คุณควรระบุชื่อเขาโดยตรง ที่คุณได้จากอีเมล์ เช่น Johnson@blogger.com หรือได้ชื่อจริงหรือนามสกุลจริงในหน้าเพจที่คุณเข้าไปดู

ถ้าไม่มีหรือเป็นอีเมล์ของแผนกหรือบริษัท คุณควรใช้คำสุภาพ เช่น เรียน ทีมงานฝ่ายการตลาดออนไลน์, "เรียน" นำหน้าก่อนเสมอ ดีกว่าใช้คำว่า "ถึง" หรือ "สวัสดี"

เข้าใจง่าย

ไม่ใช่คุณคนเดียวเท่านั้นที่ส่งอีเมล์ไปสมัครงาน ผู้ว่าจ้างหรือผู้ประกาศรับสมัครงานจะได้รับอีเมล์เป็นร้อยๆ ฉบับ ฉะนั้นคุณจำเป็นจะต้องให้ข้อมูลที่ชัดเจน สั้นกระชับและได้ใจความ ตรงประเด็น ว่าคุณเขียนหรือส่งอีเมล์มาหาเขาทำไม

ก่อนที่่คุณจะกดส่งคุณต้องตรวจดูให้แน่ใจว่ามีประโยคหรือประเด็นในสิ่งที่คุณต้องการให้เขาทราบครบถ้วนหรือไม่ และตรวจคำพิมพ์ผิดหรือพิมพ์ตก หรือประโยคที่ทำให้สื่อความหมายผิดเพี้ยนไป

ตัวอย่างประโยคที่ผมมักใช้เขียนบ่อยๆ ดังนี้

ผมนายชัยภัทร เป็นนักเขียนอิสระจาก indycreators.com ที่ผมเขียนอีเมล์ฉบับนี้ถึงคุณ เพราะผมอยากมีส่วนร่วมในการเขียนบทความเกี่ยวกับความรู้ด้านเทคโนโลยีให้กับบริษัทคุณ (บล็อกหรือเว็บไซต์) ผมคิดว่าผมเหมาะที่จะทำงานนี้ได้

ใส่ประเด็นสำคัญตอนแรก (ใต้หัวข้อเลย)

อยากให้คุณเขียนอธิบายและใส่ประเด็นสำคัญในตอนแรกของอีเมล์เลย โดยส่วนมากผู้ว่าจ้างหรือผู้อ่านเขาจะอ่านหัวข้ออีเมล์ แล้วก็ข้อความสั้นๆ ด้านล่างหัวข้อเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้น ดังนั้น คุณต้องการให้เขาทราบจุดประสงค์อีเมล์ของคุณในเรื่องอะไรก็ให้ใส่ข้อความอธิบายไปเลยในตอนแรก ด้านล่างหัวข้อ

ถูกต้อง

ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริงว่าคุณทำงานอะไร หรือเขียนบทความเกี่ยวกับอะไร อยู่ที่ไหน เตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงานใส่เข้าไป และเตรียมข้อมูลเพิ่มเติมไว้ด้วย เผื่อกรณีที่ผู้ว่าจ้างต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

ไม่ซับซ้อน

การเป็นนักเขียน มันอาจจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณหรือไม่ก็เป็นสิ่่งที่ยาก คุณรู้ไหมการเขียนเป็นสิ่่งที่จำเป็นมาก มันช่วยระบายหรือปลดปล่อยบางสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในตัวคุณออกมา ดังนั้นการเขียนหรือการจะเป็นนักเขียนของเพียงทำตามเคล็ดลับหรือวิธีการที่ผมบอกไว้ คุณก็จะเป็นนักเขียนที่ดีได้

จงจำไว้ว่า ถ้าเขียนสั้นๆ จะต้องตรงประเด็นที่น่าสนใจ ถ้าเขียนยาวๆ จะต้องครอบคลุมหัวข้อที่จะนำเสนอ



ขั้นตอนที่ 5 วิธีการตั้งราคางานเขียน


ตอนนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องเงินกัน เพราะเป็นหัวข้อที่บรรดาเหล่าฟรีแลนซ์หรือนักเขียนอิสระพูดถึงกันมากที่สุด

ผมจะบอกวิธีการตั้งราคางานเขียน ให้เหมาะสมและสมควรที่จะได้รับกับแต่ละงาน แต่ผมไม่แนะนำให้กำหนดราคาแบบตายตัวหรือไม่มีข้อยืดหยุ่น เพราะอะไรรู้ไหมครับ?

เพราะมีคนโต้แย้งเกี่ยวกับราคาที่ควรจะเป็นอยู่มาก ว่าแต่ละงานเขียนมันควรจะเป็นเท่าไหร่กันแน่ ไปดูวิธีการกันครับ

วิธีที่ 1 การตั้งราคาเพิ่ม มีเหตุผลอะไรหรือไม่ในการตั้งราคาเพิ่ม?

หากคุณเป็นนักเขียนหน้าใหม่ หรือประสบการณ์น้อย และคุณรู้สึกว่าไม่ควรตั้งราคาที่แพงไป สมมุติว่าคุณอยากจะตั้งราคาเพิ่มสัก 2,000 บาท แต่คุณไม่มีผลงานเขียนให้เห็นเป็นที่ประจักษ์มาก่อน ดังนั้นคุณก็ไม่ควรตั้งราคาเพิ่มจากราคาตั้งต้น

แต่หากคุณอยากจะตั้งราคา เพิ่มทีละ 500 บาทบ้าง 1,000 บาท หรือ 2,000 บาทบ้าง หากคุณกลับมาคิดดูแล้วว่ามันยังไม่ถึงเวลาที่จะเพิ่มราคางานเขียนของตนเอง ยังรู้สึกลังเลใจอยู่ คุณก็ไม่ควรเพิ่มราคา ที่ผมจะบอกคุณตรงๆ เลย ก็คือ ให้คุณอดเปรี้ยวไว้กินหวานก่อน

อย่างที่ตอนที่ผมเริ่มรับงานเขียนใหม่ๆ ผมก็จะเริ่มต้นเพียง ชม.ละ 200 บาท และเพิ่มเป็น 500 - 3,000 บาท ตามลำดับ ฝีมือและผลงานที่ดีขึ้น หรือขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงานเขียนที่ได้รับการว่าจ้าง

วิธีที่ 2 อย่ากังวลเกี่ยวกับการตั้งราคามากนัก

ให้คุณตั้งราคาขั้นต่ำไว้ ไม่สามารถลดลงได้แล้วจากราคาขั้นต่ำนี้ และคุณคิดแล้วว่าเป็นราคาที่เหมาะสมและควรจะเป็น ให้มั่นใจและเคารพในความคิดตัวเองและฝีมือในการเขียนหรือทำงานของตนเอง เรื่องราคาจึงไม่ใช่ประเด็นหลัก

วิธีที่ 3 ราคาที่สามารถเจรจาต่อรองได้

การต่อรองราคาเป็นเรื่องปกติของลูกค้า แต่เมื่อคุณตั้งราคาขั้นต่ำไว้แล้ว คุณก็สามารถให้ลูกค้าเขาขอเจรจาต่อรองขอลดราคาได้ตามความเหมาะสม

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณบอกว่าราคางานเขียนของคุณ 500 บาทต่อชั่วโมง แต่คุณได้กำหนดราคาขั้นต่ำไว้แล้วเป็น 300 บาทต่อชั่วโมง ก็ยังมีช่วงราคา 200 บาทให้ลูกค้าหรือผู้ว่าจ้างต่อรองคุณได้

ไม่มีอะไรผิดหรือถูกสำหรับการต่อรองราคาขั้นอยู่กับลูกค้าแต่ละคน หรืองานเขียนแต่ละงาน มีความแตกต่างกันมากน้อยหรือยากง่ายแค่ไหน เป็นสิ่งที่ฟรีแลนซ์หรือนักเขียนอิสระโดยทั่วไปเขาทำกันอยู่แล้ว

การกำหนดราคาที่แตกต่างกัน

มีอยู่ 2 วิธีที่คุณสามารถจะกำหนดราคาจากผู้ว่าจ้างของคุณได้ ในการรับจ้างเขียนงาน

1. อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง

ในความเป็นจริงแล้ว ราคาค่าจ้างที่คุณจะกำหนดต่อชั่วโมงนั้น ไม่ราคาที่แน่นอนตายตัว ขึ้นอยู่กับคุณกับผู้ว่าจ้างคุยหรือตกลงกันเองตามราคาที่เห็นว่าเหมาะสม

ไม่อาจกำหนดเป็นว่า 300 บาทต่อชั่วโมง สำหรับผู้ว่าจ้างอีกคนหนึ่ง หรือ 1,000 บาทต่อชั่วโมงกับผู้ว่าจ้างรายอื่นได้ เพราะว่าเนื้องานหรือรายละเอียดของงานที่แตกต่างกัน มีระดับความยากง่ายของงานแตกต่างกันไป

คุณสามารถตกลงกันเองได้ในราคาที่ทั้งคู่เห็นว่าเหมาะสมกับเนื้อหาหรือรายละเอียดของงานนั้นๆ

หลักในการคิดหรือพิจารณาการกำหนดอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงของผม มีดังนี้
  • จำนวนกี่คำต่อหนี่งชั่วโมง
  • ต้องค้นคว้าหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกหรือไม่
  • ราคาเฉลี่ยของงานเขียนในลักษณะเดียวกันที่เขารับจ้างเท่าไหร่
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณคิดว่างานเขียนที่รับนั้น ไม่ยากมากนัก เมื่อดูจากหัวข้อและเนื้องานที่จะเขียนแล้ว คุณก็ควรจะกำหนดราคาขั้นต่ำไว้ ในอัตราของงานที่เขียน 1,200 คำต่อชั่วโมง คุณไม่จำเป็นต้องค้นคว้าข้อมูลเพิ่ม และสามารถเขียนได้เสร็จภายในไม่กี่ชั่วโมง คุณก็กำหนดเป็นราคาขั้นต่ำต่อชั่วโมงได้เลย

แต่ถ้างานที่คุณดูแล้วมีความยากขึ้น และมีหัวข้อที่คุณต้องนำไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาประกอบการเขียน เช่น การเขียนงานเกี่ยวกับการทำ SEO คุณก็ควรเพิ่มราคาขึ้นไปได้มากขึ้น เพราะอะไรถึงขึ้นราคาไปดูกัน

เพราะงานเขียนนั้น คุณไม่สามารถใช้เวลาภายในไม่กี่ชั่วโมงเขียนให้เสร็จได้ คุณจะต้องใช้เวลาจำนวนมาก บางทีอาจจะเป็นวันในการเขียน ราคาค่าจ้างต่อชั่วโมงจึงขึ้นอยู่กับประสบการณ์หรือผลงานการเขียนของคุณ ถ้าคุณมีประสบการณ์มาก คุณก็สามารถเพิ่มราคาขึ้นได้มากกว่าผู้ที่เริ่มเป็นนักเขียนใหม่ๆ


2. ราคาต่อคำ

โดยจะไม่คำนึงถึงหัวข้อของบทความหรือเรื่องที่จะเขียน

ราคาต่อคำ จึงเป็นวิธีการที่เขาใช้กำหนดราคาในการรับจ้างเขียนงาน

ผมจะใช้รูปแบบราคาต่อคำในการรับจ้างเขียนงานบางงาน โดยเฉพาะงานที่มีหัวข้อรายละเอียดที่เยอะ และเนื้อหายาวมาก เหมือนบทความตอนนี้ที่ผมเขียนอยู่ เพราะว่ามันจะเป็นราคาที่ยุติธรรมทั้งคุณและผู้ว่าจ้าง และมันง่ายในการกำหนดราคา เมื่อผู้ว่าจ้างได้ยินว่า 0.25 สตางค์ต่อคำ ย่อมดีกว่า 300 บาทต่อ 1,200 คำ

ผมใช้การอัตราราคาค่าจ้างต่อชั่วโมง และราคาต่อคำ ทั้งสองรูปแบบในการรับงานเขียนของผม แต่ถ้าคุณชำนาญงานหรือมีผลงานเขียนที่ดี คุณก็สามารถเพิ่มราคาขึ้นได้ตามความเหมาะสม

ราคาต่อหนึ่งงาน หรือราคาต่อโครงการ

นี่อาจกำหนดเป็นราคาต่อแพ็กเกจสำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือผู้ว่าจ้างให้เขียนบทความเฉพาะเรื่อง ผมจะกำหนดราคาที่แน่นอนเป็นการคิดราคาจากเนื้อหาที่จะต้องเขียนทั้งหมดเลย

ผมหาราคาค่าจ้างต่อหนึ่งงานหรือราคาต่อโครงการ โดยอิงจากราคาค่าจ้างต่อชั่วโมง โดยคิดออกมาเป็นชั่วโมงว่าผมจะต้องทำงานนี้ กี่ชั่วโมงถึงจะเสร็จ แล้วก็คุยกับผู้ว่าจ้าง โดยคุณสามารถกำหนดเป็นแพ็กเกจราคาตามจำนวนเนื้อหาของงาน เพื่อเสนอผู้ว่าจ้างและแนะนำเขาว่าเขาควรเลือกแพ็กเกจไหนที่จะช่วยประหยัดให้กับเขาได้

การต่อรองราคา

ลูกค้าหรือผู้ว่าจ้างแต่ละคนหรือแต่ละโครงการที่จะจ้าง มีการระบุเนื้อหารายละเอียดของงานที่เขาต้องการอยู่แล้ว ดังนั้นคุณต้องเปิดทางเลือกหรือความยืดหยุ่นที่จะให้เขาต่อรองราคาได้ด้วย งานเขียนแต่ละงานนั้นขึ้นอยู่กับผู้ว่าจ้างแต่ละคนเป็นรายๆ ไป

การจ่ายเงิน

มีวิธีการจ่ายเงินอยู่มากมายที่คุณต้องกำหนดหรือตกลงกันก่อนให้เข้าใจ ไปดูกันว่ามีวิธีการไหนบ้าง
  • จ่ายเต็มจำนวนเลย 100% ก่อนรับงานเขียน นี่ต้องอาศัยความไว้วางใจและเชื่อใจกันมาก หรือเคยทำงานให้กันมานานจนมีเครดิตน่าเชื่อถือแล้ว
  • จ่าย 50% ก่อน และอีก 50% เมื่องานเสร็จ โดยส่วนมากผู้ว่าจ้างจะเลือกใช้วิธีนี้ เพราะลดความเสี่ยงจากการทิ้งงานได้
  • งานต้องเสร็จก่อนค่อยจ่าย ผมไม่รับงานโดยวิธีนี้ เพราะมีความเสี่ยงต่อผู้รับจ้าง หากผู้ว่าจ้างไม่รับงาน ปฏิเสธงานขึ้นมา โดยไม่มีเหตุผล

รูปแบบวิธีการชำระเงิน

โดยส่วนมากผู้ว่าจ้างจะชอบรูปแบบวิธีการชำระเงิน ตามนี้
  • กำหนดจำนวนชั่วโมง หรือจำนวนหัวข้อที่เขียนได้ต่อเดือน
  • ตั้งราคา
  • จ่ายก่อน 100% หรือ 50%
  • กำหนดระยะเวลาทำงานเป็นเดือน (3 เดือน 6 เดือน หรือหนึ่งปี)
รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่เป็นผลดีทั้งสองฝ่าย เพราะนักเขียนก็จะได้รับเงินแน่นอนและได้ทำงานทุกเดือน ผู้ว่าจ้างก็สบายใจ ไม่ต้องกังวลว่านักเขียนจะทิ้งงาน

สรุปวิธีการตั้งราคาขาย

การตั้งราคาขายหรือราคาค่าจ้างงานเขียนนั้นขึ้นอยู่กับนักเขียนแต่ละคน ไม่มีผิดหรือถูก แม้แต่จะเพิ่มราคาขึ้นก็ตาม เพราะมันขึ้นอยู่กับคุณค่าและผลงานของคุณเอง ว่าคุณเป็นนักเขียนอยู่ในระดับไหน

ราคาโดยทั่วไปที่ผมแนะนำให้คุณตั้ง
  • นักเขียนมือใหม่ 200 - 300 บาทต่อชั่วโมง หรือ 0.25 - 0.30 บาทต่อคำ 
  • นักเขียนระดับกลาง ๆ 350 - 500 บาทต่อชั่วโมง หรือ 0.35 - 0.40 บาทต่อคำ
  • นักเขียนมืออาชีพ  500 บาทต่อชั่วโมงขึ้นไป  หรือ 0.45 - 0.70 บาทต่อคำ
ราคานี่เป็นราคาที่ผมกำหนดให้สำหรับนักเขียนอิสระคนไทยนะครับ แต่ถ้าเป็นต่างชาติภาษาอังกฤษก็อีกราคาหนึ่ง ทั้งนี้ราคาจะขึ้นอยู่กับผู้ว่าจ้างกับนักเขียนตกลงกันเองก็ได้


ขั้นตอนที่ 6 เรื่องอื่นๆ ที่คุณควรรู้


ในขั้นตอนนี้คุณจะต้องสำรวจดูงานเขียนของคุณหรือธุรกิจของคุณ เพื่อปรับปรุงแก้ไขให้ดี โดยมีเทคนิคหรือเคล็ดลับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่คุณจะต้องรู้ไว้ด้วย

สรุปย่อของงานโครงการ

ทุกๆ งานเขียนที่คุณได้ว่าจ้างจะมีสรุปย่อของงานที่ให้คุณต้องปฎิบัติตามเมื่อลงมือเขียน ดังตัวอย่างด้านล่างนี้ จะเป็นแบบฟอร์มสำหรับบรีฟงานของผู้ว่าจ้าง หรือคุณอาจจะกำหนดแบบฟอร์มขึ้นเองแล้ว ยื่นให้ผู้ว่าจ้างกรอกบรีฟงานตามแบบฟอร์มที่คุณทำขึ้นมาก็ได้ ผมแนะนำให้คุณไปโหลดแบบฟอร์มบรีฟงานที่
https://www.smartsheet.com/free-creative-brief-templates  ตัวอย่างแบบฟอร์มจะเป็นภาษาอังกฤษให้คุณมาแปลเป็นไทยเอาเอง จะมีให้โหลดหลากหลายรูปแบบ




เมื่อคุณได้รับงานเขียนมาแล้ว มีเวลาให้คุณถามหรือทบทวนเนื้อหารายละเอียดของงาน โดยผู้ว่าจ้างอาจจะแจ้งส่งมาทางอีเมล์หรือส่งเป็นกระดาษแจ้งรายละเอียดของงาน

คุณมีความจำเป็นจะต้องพูดคุยและตกลงในสรุปย่อของงานนั้นให้เข้าใจทั้งสองฝ่าย ก่อนที่คุณจะเริ่มงานเขียน อะไรที่คุณคิดว่าทำไม่ได้ก็ให้แจ้งไปกับผู้ว่าจ้างหรือสอบถาม ว่าต้องการอะไรเพิ่มเติมบ้าง
จะไม่เป็นการทำให้เสียเวลาและเข้าใจผิดกันทั้งสองฝ่าย และคุณก็ยังสามารถทำงานไปได้รวดเร็ว ไม่เสียเวลา สามารถใส่ใจในการเขียนงานได้เต็มที่

ถามคำถามหรือข้อสงสัยในรายละเอียดของงานจากผู้ว่าจ้างให้หมดข้อสงสัย จะทำให้เห็นภาพชัดเจนของงานเขียนเมื่อผลงานเสร็จออกมาแล้ว

การขอแก้ไขปรับปรุงงานเขียน

ผมไม่แนะนำให้ขอแก้ไขปรับปรุงงานเขียนของคุณมากไปกว่า 2 ครั้ง ทำไมนะหรือ?

เพราะว่าการจะเป็นนักเขียนมืออาชีพนั้น คุณควรจะร่างบทความหรือเนื้อหาของเรื่องที่จะเขียนให้ละเอียดและถูกต้องก่อนจะลงมือเขียน ว่าลูกค้าหรือผู้ว่าจ้างคุณเขาต้องการอะไร คุณจะต้องมีความใส่ใจเมื่อลูกค้าแจ้งมาว่าต้องการเปลี่ยนแปลงเนื้อหารายละเอียดงานเขียนตรงไหน คุณควรเขียนงานให้เสร็จทันกำหนดเวลาและพิจารณาดูว่าสิ่งไหนสำคัญและควรที่จะต้องทำก่อน

ใบกำกับภาษี

ทุกๆ ครั้งที่คุณได้รับเงินค่าจ้างจากงานเขียน คุณจะต้องขอใบกำกับภาษีด้วยทุกครั้ง คุณควรจะมีแบบฟอร์มใบกำกับภาษีของตัวเองด้วยยิ่งดี เพื่อความเป็นระเบียบและง่าย โดยยื่นให้ผู้ว่าจ้างออกใบกำกับภาษีให้โดยกรอกใส่ตามแบบฟอร์มของคุณ

สัญญา เงื่อนไขและข้อตลง

สัญญาของแต่ละผู้ว่าจ้างจะมีแบบฟอร์มหลากหลายแตกต่างกันไป

บางทีอาจจะส่งมาให้คุณลงลายมือชื่อ หรือส่งอีเมล์มาให้คุณตอบรับเพื่อคอนเฟิร์ม หรือเป็นเพียงการพูดคุยผ่าน Video Call ทั้งหมดล้วนเป็นสัญญากันแล้ว ที่คุณจะตอบรับจ้างเพื่อทำงานเขียนงานนั้น

คุณควรตรวจดูสัญญาให้ดีครบถ้วนถูกต้องตรงกันทั้งสองฝ่าย โดยหลักก็จะมีรายละเอียด ดังนี้ จะต้องทำอะไร? ทำเมื่อไหร่? ราคาค่าจ้างเท่าไหร่? ลักษณะผลงานหรืองานเขียนที่ทำเสร็จ? ข้อเสนอของคุณมีระบุไว้ในสัญญาไหม? ครอบคลุมและเรียบง่าย เข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่าย เป็นใช้ได้

แนะนำให้อ่านหาความรู้เกี่ยวกับการเขียนเพิ่มเติม และพัฒนาทักษะตัวเองให้มากขึ้น

ตามที่ผมได้บอกคุณไว้ในตอนต้นของบทความนี้แล้วว่า คุณไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติของนักเขียนที่เก่งเลย คุณก็เขียนบทความหรือเขียนหนังสือได้ เพราะการลงมือเขียนหรือหาข้อมูลอ่านเพิ่มเติม ก็จะทำให้คุณเป็นนักเขียนที่ดีได้ และมีทักษะความชำนาญเพ่ิ่มขึ้นมาตามลำดับ นี่เป็นบล็อกที่ผมอยากแนะนำให้คุณไปหาความรู้เกี่ยวกับการเขียนเพิ่มเติม

  • bbblogr.com เป็นบล็อกที่รวบรวมงานเขียนเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับงานศิลปะ ทริคเล็กๆ น้อยๆ น่าอ่าน ที่เหล่าบรรดานักเขียนบล็อกที่เป็นสถาปนิกหรืออาร์ทติส แนะนำให้ดูสไตล์การเขียนของแต่ละคน
  • business.facebook.com/KruMockลองลงเรียนการเขียนหนังสือกับครูพี่ม้อคดูสักคอร์สนะครับ คุณอาจจะได้เรียนรู้วิธีการเขียนที่ถูกต้อง
  • On Writing - Stephen King  หรือใครที่อยากจะแอดวานซ์กว่านั้นก็ลองไปหาหนังสือของ Stephen King อ่านดูนะครับ เป็นนักเขียนเรื่องราววิทยาศาสตร์ลึกลับ ผู้โด่งดังที่น่าสนใจระดับโลกเลยครับ ผมยังไม่รู้ว่ามีหนังสือ On Writing มีที่แปลเป็นไทยแล้วหรือยัง ซื้อมาอ่านดูแล้วลอกเลียนสไตล์การเข่ียนหนังสือของเขาดูได้ครับ
  • หรือแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่รวบรวมงานเขียนของนักเขียนที่มีชื่อเสียงและไม่มีชื่อเสียงไว้ ทั้งที่เป็นหนังสือหรือเขียนไว้ในบล็อก ลองเข้าไปค้นหาและลองอ่านดูงานเขียนของเขา แล้วจดจำไว้ นำมาประยุกต์ใช้ในงานเขียนตามสไตล์ของตัวเองครับ




สรุปบทความ


ผมหวังคุณจะได้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนมากขึ้น ว่าคุณจะต้องทำอะไรบ้างในการที่จะเป็นนักเขียนอิสระและเริ่มงานการเป็นนักเขียนของคุณอย่างถูกต้อง

ดูเหมือนว่ามันจะยากในการเริ่มต้น แต่ความจริงแล้วก็ง่ายนิดเดียว เพียงคุณทำตามขั้นตอนที่ผมแนะนำเหล่านี้ ตั้งแต่ต้นจนจบ เคล็ดลับก็คือ ทำให้มันง่ายเข้าไว้ ไม่มีอะไรที่ยากเกินกว่าเราจะทำได้

หากคุณอยากรู้ว่าการเขียนหรือการเป็นนักเขียนที่เก่งขึ้นแล้ว ทำให้คุณสามารถหารายได้จากงานเขียนได้อย่างไร ด้วยวิธีไหน ให้ทิ้งอีเมล์ไว้ ผมจะบอกเคล็ดลับให้คุณ ว่าการเป็นนักเขียนอิสระสามารถทำเงินจากงานเขียนได้มากกว่า 10,000 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น