สุดยอดบล็อกสอนเทคนิคการหาเงินออนไลน์ - indycreators: ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google

2562-11-01

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google



นี่ไม่ใช่ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google อย่างเป็นทางการ

แต่:

เป็นที่รู้กันว่ามีสัญญาณจำนวนมากที่ Google ได้ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์ ดังนั้นข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นเพียงสิ่งที่ผมได้เก็บรวบรวมมาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ

  • แหล่งข้อมูลที่เป็นทางการต่างๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ
  • กรณีศึกษาต่างๆ ของคนที่ทำ SEO จากต่างประเทศ
  • ประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง
  • จากการทดสอบทำ SEO ของผมเอง

ในปัจจุบันที่คิดว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุดเท่าที่เราได้รู้กันโดยส่วนใหญ่แล้วก็เป็นรายการที่เป็นปัจจัยส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google บางวิธีการที่หลายคนได้ใช้ในการทำ SEO ของตนเอง ส่วนข้อมูลด้านล่างที่ผมจะบอกต่อไปนี้

ผมสามารถบอกได้ว่ามีความน่าเชื่อถือและเป็นปัจจัยหลักๆ ที่ครอบคลุมเกินกว่า 70% ของปัจจัยทั้งหมดที่คุณจะต้องให้ความสำคัญในการทำ SEO ของคุณ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลในด้านล่างนี้จะเป็นสัญญาณที่ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์ทั้งหมดแต่อย่างใด

บางข้อก็เป็นเพียงสัญญาณเพื่อจัดทำดัชนี Indexing / Crawling ที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการค้นหาทั้งหมด

คุณควรจับตาดูสัญญาณแจ้งเตือนจาก Google ด้วยว่าข้อใดที่ไม่ได้ใช้เป็นปัจจัยในการจัดอันดับเว็บไซต์ แนวโน้มสัญญาณเหล่านั้นโดยส่วนมากจะเป็นภาพรวมเสียมากกว่า

ผมได้แยกย่อยปัจจัยที่ Google ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์เป็นประเภทและแยกย่อยเป็นลำดับรายการแต่ละข้อไว้ให้

โดยได้แยกเป็นปัจจัยที่ส่งสัญญาณด้านบวกและปัจจัยที่ส่งสัญญาณด้านลบไว้ให้อีกด้วย


ปัจจัยด้านโดเมน (Domain Ranking Factors)


นี่เป็นรายการปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google ที่สามารถส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ในด้านบวกหรือด้านลบ คือ การใช้ระดับโดเมน นี่เป็นอีกหนึ่ง

ประเภทที่มีความสำคัญต่อการจัดอันดับเว็บไซต์

สัญญาณด้านบวก 


#1 – การใช้คีย์เวิร์ดหรือชื่อแบรนด์โดยตรงเป็นชื่อโดเมน (Exact Match Domain)

 Exact Match Domain หรือ EDM's ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์ได้ง่าย

ใช้คีย์เวิร์ดเป็นชื่อโดเมน

อย่างไรก็ตาม Google ได้ทำการลดอันดับความสำคัญปัจจัยข้อนี้ลงบ้างแล้ว EDM update แต่คุณก็ยังคงได้รับผลด้านบวกในการใช้คีย์เวิร์ดหรือชื่อแบรนด์เป็นชื่อโดเมนอยู่บ้างเล็กน้อย

#2 – การใช้คีย์เวิร์ดผสมในโดเมน  (Keywords In Domain)

โดเมนที่มีคีย์เวิร์ดผสมอยู่ด้วยไม่ได้ช่วยในการทำให้อันดับเว็บไซต์ดีขึ้นมากไปกว่าการใช้แบรนด์เป็นชื่อโดเมน

ถึงแม้ว่าการมีคีย์เวิร์ดอยู่ในโดเมนของคุณอาจจะช่วยให้คนท่ี่เขาค้นหาเข้าใจได้ดีขึ้นว่าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับอะไร ดังนั้นมันจะช่วยทำให้ได้รับการคลิกเข้ามาชมมากขึ้นจากผู้ค้นหาที่เขาสนใจนั่นเอง

#3 – ประวัติโดเมน ( Domain History)

ประวัติของโดเมนคุณมีผลเป็นอย่างมากต่อเว็บไซต์ของคุณ แล้วมันจะส่งผลอย่างไรกับเว็บไซต์?

ถ้าโดเมนที่คุณใช้เคยมีคนใช้มาก่อนแล้วและเคยมีปัญหากับ Googe ในการทำเป็นลิงค์สแปมหรือมีแต่ลิงค์ที่ไม่ดี ก็จะส่งผลเป็นอย่างมากต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณ ไปดูกันว่าอะไรที่ Google ตรวจสอบ

#4 – อายุโดเมน  (Domain Age)

ไม่ว่าจะเป็นโดเมนเก่าหรือโดเมนใหม่ Twitter From John Mueller
อายุโดเมนอาจจะไม่ส่งผลโดยตรงต่อการจัดอันดับเว็บไซต์คุณในผลการค้นหาของ Google's search

แต่โดเมนที่เก่ากว่ามีแนวโน้มได้รับ Backlinks ที่มากกว่า สิ่งนี้อาจจะส่งด้านบวกมากกว่าแน่นอน ไปเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้อายุโดเมนสำหรับการทำ SEO

#5 – วันที่จดทะเบียนโดเมน (Domain Registration Date)

วันที่โดเมนนั้นได้ทำการจดทะเบียนถือเป็นวันที่โดเมนได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นทางการ

#6 – ประเทศที่จดทะเบียนโดเมน (Country TLD Extension)

การใช้ cTLD เช่น .co.th  .co.uk เป็นการช่วยระบุตำแหน่งที่ตั้งของโดเมน

แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการง่ายในการไต่อันดับเว็บไซต์ในประเทศที่ระบุตำแหน่งดังกล่าว อันดับเว็บไซต์ของคุณที่เป็น .com อาจจะทำอันดับได้ดีใน Google ประเทศไทยก็ได้

สัญญานด้านลบ


#1 –  ข้อมูลเว็บไซต์ในฐานข้อมูล Whois (Private Whois Data)
การมีข้อมูลเว็บไซต์ในฐานข้อมูลของ Whois  ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด

Matt Cutt ได้แนะนำว่าแต่ข้อมูลเว็บไซต์ในฐานข้อมูล Whois สามารถรวมกับปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลด้านลบได้ แต่อาจจะเฉพาะแค่ในทวีปยุโรปเท่านั้น

แตกต่างจาก Johm Mueller แจ้งชัดว่าการมีข้อมูลเว็บไซต์ใน Whois โดยเว็บไซต์ที่อยู่ในทวีปยุโรปเป็นการใช้เพื่อยืนยันรูปแบบของ Blog network ที่คุณควรจะมีและให้ความสำคัญด้วย

#2 – เจ้าของเว็บไซต์ถูกลงโทษจาก Whois (Penalized Whois Owner)

ผมไม่สามารถหาข้อมูลที่เป็นทางการของ Google เพื่ออ้างอิงในเรื่องนี้

แต่ก็พอจะมีตัวอย่างที่เจ้าของเว็บไซต์ที่ดูเหมือนว่าจะได้รับการลงโทษจาก Whois

จากตัวอย่างที่ผมเคยเห็นคือการฝ่าฝืนกฎจากการทำ SEO หรือของ Google ก็จะถูกดำเนินการลบเว็บไซต์ออกไป

อย่างไรก็ตามข้อมูลนี้ก็ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

#3 – ประเทศที่อยู่ของโดเมน  ( Country TLD Extension)

การใช้ cTLD จะส่งผลด้านลบเมื่อคุณใช้โดเมนอยู่ที่ประเทศไทยแต่พยายามทำให้อันดับเว็บไซต์ขึ้นไปอยู่ในประเทศอังกฤษ แต่ส่วนขยายโดเมนมันก็ยังไม่เพียงพอ

ถ้าคุณใส่บทความที่เป็นภาษาอังกฤษโพสต์ลงไปในโดเมนที่อยู่ประเทศไทยมันอาจจะทำให้อันดับเว็บไซต์ที่ประเทศอังกฤษได้

#4 – โดเมนที่ฝากแปะ (Parked Domain)

ถ้าคุณมี Parked domain Google จะทำการลบออกไปจากดัชนีของพวกเขาหลังจากข้อมูลอัพเดท parked domain นี้ประกาศใช้

#5 – ใช้ URL ที่เหมือนกันบน Hosting เดียว (Same URL Parameters & Same Shared Hosting)

2 โดเมนที่ใช้อยู่บน shared hosting เดียวและเป็น URL ที่เหมือนกัน Google จะคาดเดาว่าเป็น URL เดียวกัน ดังนั้นคุณควรใช้ URL ที่แตกต่างกันเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านลบนี้

#6 – การเปลี่ยนผู้ให้บริการ Hosting (Changing Hosting Provider)

เหตุผลสำหรับการเปลี่ยนผู้ให้บริการ hosting ของคุณอาจจะส่งผลด้านลบได้

แต่คุณควรจะยังได้รับการแจ้งเตือนอยู่เมื่อคุณทำการเปลี่ยนผู้ให้บริการ hosting Google จะงดการไต่สำรวจ Crawl เว็บไซต์คุณชั่วคราว

นี่เป็นเพราะว่ามันไม่สามารถที่จะตรวจดูได้ว่า Server ของคุณเป็นของอะไรและทำการเปลี่ยนหรือย้ายไปยัง Server ใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง

#7 – ผิดพลาดสถานะ 503 (503 Status Misuse)

ถ้าเว็บไซต์ของคุณอยู่ในสถานะ 503 status เพียงไม่กี่วัน Google อาจคิดว่าเว็บไซต์คุณอาจจะไม่มีการ Back up พวกเขาจะลดอัตราการไต่สำรวจเว็บไซต์ของคุณลงไปด้วย

จากนั้นการไต่สำรวจจะหยุดโดยสิ้นเชิง ถ้า robots.txt file ร้องขอเป็นสถานะ 503

ปัจจัยจากการใช้โดเมน


ปัจจัยระดับหน้าเพจ (Page Level Ranking Factors)


รายการที่เป็นปัจจัยระดับของหน้าเพจนั้นสามารถส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณทั้งด้านบวกหรือด้านลบ ปัจจัยเหล่านี้มีผลกระทบในแต่ละหน้าเพจที่มีอันดับอยู่ใน Google

ปัจจัยด้านบวก

#1 – URL ที่มี Keyword (URL Contains Keyword)

คีย์เวิร์ดที่อยู่ใน URL เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดอันดับของเว็บไซต์ด้วย

แต่มันก็ส่งผลเพียงนิดเดียว อาจจะไม่คุ้มค่ากับการที่คุณต้องเสียเวลาในการปรับทำ URL เว็บไซต์ของคุณใหม่ทั้งหมด

ใส่คีย์เวิร์ดใน URL

#2 – หัวข้อมีคีย์เวิร์ดอยู่ด้วย (Title Tag Contains Keyword)

การมี keywords อยู่ในหัวข้อบทความด้วยจะเป็นการช่วยในเรื่องการทำ SEO ของคุณ

มันจะทำให้ Google เห็นได้ชัดเจนว่าบทความของคุณเป็นบทความเกี่ยวกับอะไรและยังช่วยเพิ่มผู้เข้าชมที่ใช้การค้นหาด้วย Keyword ที่อยู่ในหัวข้อบทความอีกด้วย

#3 – คำอธิบายมีคีย์เวิร์ดอยู่ด้วย (Meta Description Contains Keyword)

คุณควรใส่ Keyword เข้าไปในคำอธิบาย (Meta Description) ด้วย เหมือนกับที่คุณใส่เข้าไปในหัวข้อบทความ (title)  มันช่วยให้

Google เห็นว่าหัวข้อบทความของคุณเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร

ใส่คีย์เวิร์ดใน meta description

#4 – H1 Tag ใส่คีย์เวิร์ดด้วย (H1 Tag Contains Keyword)

H1 Tag เป็นสัญญาณด้านบวกสำหรับ Google  คุณควรที่จะใส่คีย์เวิร์ดเข้าไปและเลือกใช้คีย์เวิร์ดเป้าหมายที่คุณต้องการ

#5 – หัวข้ออื่นๆ ใส่คีย์เวิร์ดด้วย (Other Headings Contain Keyword)

การมี Keyword อยู่ในหัวข้ออื่นๆ เช่น H2 หรือ H3 จะช่วยส่งผลด้านบวกไปด้วย

อย่างไรก็ตาม มันจะดีถ้าคุณใช้หัวข้อเหล่านี้ด้วย LSI Keywords และหลีกเลี่ยงการใส่เยอะจนเกินไป

#6 – ส่วนบทความหลักมีคีย์เวิร์ดใส่เข้าไป (Main Body Content Contains Keyword)

คุณควรใส่คีย์เวิร์ดเป้าหมายของคุณอย่างน้อย 2 ครั้งในบทความหลักของคุณ

มันจะช่วยทำให้ Google เข้าใจได้มากขึ้น แต่อย่าใส่เยอะจนเกินไปจนดูเป็นเหมือนการสแปม

#7 – คีย์เวิร์ดที่ใกล้เคียงกัน (Keyword Order)

การใช้คีย์เวิร์ดที่ใกล้เคียงมีผลเล็กน้อยต่อการจัดอันดับเว็บไซต์

ยกตัวอย่างเช่น บางคนค้นหาคำว่า "ดาวน์โหลดโปรแกรมตัดต่อภาพ" คุณอาจจะเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างจากที่คุณค้นหาด้วยคำว่า "โปรแกรมตัดต่อภาพ ดาวน์โหลด"

แต่ก็มีจุดประสงค์ที่ต้องการเดียวกัน

#8 – คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง (LSI Keywords)

การใช้คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง Latent Semantic Indexing Keywords ช่วยให้ Search Engine เข้าใจในหัวข้อนั้นๆ มากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น "Hot" ที่อาจจะหมายถึง

  ? Hot the sale
  ? Hot the popular person
  ? Hot the weather

คุณควรใส่ LSI Keywords ที่เกี่ยวข้องในหัวข้อ (Title), คำอธิบาย (Description) และบทความหลักจะช่วยทำให้ Google จัดทำดัชนีไวขึ้นและเข้าใจหัวข้อในเพจของคุณดีขึ้น

#9 – บทความเฉพาะ (Unique Content)

การมีบทความเฉพาะอยู่ในเว็บไซต์ของคุณเป็นสัญญาณที่ดีว่าเป็นเว็บไซต์คุณภาพ

ทำให้แน่ใจว่าบทความของคุณเป็นต้นฉบับและไม่ซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นบล็อกโพสต์หรือคำอธิบาย ทำให้บทความเป็นแบบเฉพาะ

#10 – ความเร็วของเว็บไซต์ (Site Speed)

เป็นที่รู้กันว่าถ้าคุณทำให้เว็บไซต์โหลดได้รวดเร็ว เว็บไซต์คุณจะถูกจัดอันดับดีขึ้น

การถอดรหัสและเวลาการโหลดเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับค่าเฉลี่ยของเวลาที่ใช้ในการโหลดสำหรับเว็บไซต์ควรเป็น 1 เสี้ยววินาที 100ms.

เว็บไซต์ที่โหลดได้รวดเร็วให้ประสบการณ์ที่ดีกับผู้ใช้หรือผู้เข้าชมเว็บไซต์ ช่วยเพิ่มปฎิสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงให้ด้านอื่นๆ ดีขึ้นไปด้วย

#11 – แผนผังเว็บไซต์ / ส่วนขยายคำอธิบายเว็บเพจในผลการค้นหา (Schema / Rich Snippet Markup)

ส่วนขยายคำอธิบายเว็บเพจ (Rich snippets)  ช่วยเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดใจหน้าเว็บเพจที่ปรากฏอยู่ในผลการค้นหา (SERP's)

และคุณสามารถใส่เพิ่มด้วยการใช้โปรแกรม Rankmath หรือใช้ปลั๊กอิน Yoast SEO

Rich Snippet คืออะไร

เมื่อคุณได้ติดตั้งก็จะค่อยๆ เก็บข้อมูลให้ Google นำไปแสดงผลในหน้าการค้นหา SERPS.

วิธีการนี้จะช่วยเพิ่มการคลิกเข้ามายังหน้าเว็บเพจนั้นมากขึ้นหรือเพิ่ม CTR ให้สูงขึ้น (Higher Click-Through rate) และเพิ่มทราฟฟิกได้มากขึ้นจาก Google

#12 – ความยาวของบทความ  (Length Of Content)

บทความที่ยาวจะมีอันดับดีกว่าบทความที่สั้นและให้ผลการค้นหาเว็บไซต์อยู่อันดับดีกว่า ค่าเฉลี่ยความยาวของบทความในหนึ่งบทความที่ติดอันดับหนึ่งในเว็บไซต์

ต้องมีความยาวไม่น้อยกว่า 2,000 คำเป็นอย่างต่ำ

บทความที่ยาวจะดึงดูดใจได้มากไม่ว่าจะเป็น

  • การสร้างปฏิสัมพันธ์
  • ลิงค์
  • โซเชียลมีเดีย

และมันจะให้ผลดีกว่าเว็บไซต์ที่มีบทความเพียงสั้นๆ

#13 – บทความที่ใหม่ (Fresh Content)

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2010 Google ได้ประกาศ Caffeine update.  นี่เป็นการออกแบบมาเพื่อตรวจสำรวจบทความหรือเว็บไซต์ที่ใหม่และมีการอัพเดทอื่นๆ อยู่ตลอดเวลา

นี่เป็นสิ่งสำคัญที่ Google ใช้ในการการจัดอันดับเว็บไซต์และรวมทั้งบทความที่โพสต์ต้องสดใหม่อยู่เสมอด้วย

#14 – บทความที่อัพเดทอยู่เสมอ  (Updated Content)

บทความเก่าๆ ที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยจะส่งผลด้านดี

คุณจำเป็นจะต้องปรับแก้อยู่บ่อยๆ ดีกว่าที่คุณจะเปลี่ยนวันที่ทำการโพสต์ Google ให้ความสำคัญบทความที่อัพเดทเพื่อกำหนดว่าบทความในเว็บไซต์นั้นเป็นบทความที่ใหม่สดอยู่เสมอ

#15 – เผยแพร่บทความไปยังสื่อภายนอก (Syndicated Content)

คนจำนวนมากรู้สึกหวาดกลัวที่ได้โพสต์บทความออกไป ในกรณีที่พวกเขาได้รับแจ้งว่ามีใช้บทความที่ซ้ำกัน อย่างไรก็ตามมีคำแนะนำสักเล็กน้อยเพียง 2 ข้อ ดังนี้
  1. คำถามเกี่ยวกับการใช้บทความซ้ำ
  2. การสร้างลิงค์ที่ไม่ผิดกฎ
การเผยแพร่บทความไปยังสื่อภายนอกไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพียงแต่คุณจะต้องแน่ใจว่าได้รับลิงค์กลับคืนมาแหล่งบทความต้นกำเนิดและบทความที่ยังสื่อภายนอกที่เผยแพร่ออกไปจะไม่ทำให้เว็บไซต์คุณตกอันดับด้วย

#16 – บทความเสริิม (Supplementary Content)

การมีบทความเสริมทำให้เว็บไซต์ถูกมองว่าเป็นเว็บที่มีคุณภาพ

ในปี 2014 Google Quality Rater Guidelines ได้แจ้งไว้ชัดเจน

Google ได้เตรียมตัวอย่างหน้าเว็บเพจที่มีคุณลักษณะที่หลากหลายหรือได้แสดงให้ดูว่ามีคนเข้ามาชมจำนวนมากน้อยเท่าใดเมื่อคุณทำเว็บไซต์ให้เป็นเว็บคุณภาพ


#17 – มัลติมีเดีย  (Multimedia)

การใช้รูปภาพเฉพาะและวิดีโอที่มีความเกี่ยวข้องกับบทความหลักส่งผลด้านบวก ผมแนะนำให้ใช้รูปภาพกราฟฟิกที่ออกแบบได้มืออาชีพมีคุณภาพดี

#18 – การปรับแต่งจัดการข้อมูลรูปภาพ (Image Optimisation)

Google จะให้ความสำคัญกับการใช้รูปภาพด้วย ถ้าคุณใส่ Keyword เป็นชื่อรูปภาพของคุณและการใส่ตัวอักษรกำกับด้วย (Alt text)

อย่าใส่เยอะจนเกินไปจนดูเหมือนเป็นการสแปม ในส่วนต่อไปนี้

  • ชื่อรูปภาพ (File name)
  • ตัวอักษรกำกับ (Alt text)
  • หัวข้อ (Title tag)
  • คำอธิบาย (Description tag)

ตรวจสอบดูข้อมูลการทำ Image SEO Guide  และ  Infographic เพื่อเรียนรู้การจัดการรูปภาพสำหรับ Search Engine

#19 – ลิงค์ไปภายนอกเว็บไซต์ (Outbound Links)

ถึงแม้ว่าลิงค์ไปภายนอกเว็บไซต์หลายคนเชื่อว่าเป็นปัจจัยแบบกว้างๆ ต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ แต่นี่ไม่ใช่กรณีนั้น

การมีลิงค์ไปภายนอกบนเว็บไซต์ของคุณควรจะเพิ่มมูลค่าให้กับบทความของคุณเอง โดยที่ Google อาจจะมองเป็นด้านบวกแต่ลิงค์ออกพวกนั้นไม่ใช่ปัจจัยที่ใช้ในการจัดอันดับแต่อย่างใด

คำอธิบายตามวิดีโอนี้  Q&A video.

#20 – ลิงค์ภายในเว็บไซต์ (Internal Links)

ไม่เพียงลิงค์จากภายนอกเท่านั้นที่ส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ลิงค์ภายในเว็บไซต์ของคุณเอง internal links ก็ส่งผลดีต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณด้วย

โดยเฉพาะจำนวนลิงค์ภายในและคุณภาพของหน้าเว็บเพจที่ลิงค์ได้ชี้ไปบนเว็บไซต์ของคุณ มันแสดงถึงว่าลิงค์ภายในเว็บไซต์ของคุณมีผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์นั่นเอง

#21 – ระดับของการอ่าน  (Reading Level)

Google วัดระดับการอ่านของหน้าเพจและแยกตามป้ายดังนี้

  • ระดับพื้นฐาน (Basic)
  • ระดับกลาง (Intermediate)
  • ระดับก้าวหนา (Advanced)

คุณสามารถตรวจดูเว็บไซต์ของคุณดูได้ว่าเป็นระดับการอ่านระดับไหน ยากหรือง่ายโดยการคลิกเพื่อตรวจสอบที่นี่ Reability Test Tool

#22 – พลังของโดเมน (Domain Authority)

โดยรวมแล้วพลังของโดเมนส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณ

เป็นที่ทราบกันว่าโดเมนที่มีพลังอำนาจมาก (DA) จะได้รับการจัดอันดับอยู่ในอันดับที่ดีกว่า

นี่เป็นสิ่งที่ผมสังเกตเห็นด้วยพลังอำนาจของเว็บไซต์ผมเองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (ยังมีคะแนน DA ที่ต่ำอยู่) ถ้าเว็บไซต์ใดมี DA ที่สูงก็จะดึงเว็บไซต์ให้สูงขึ้นด้วย

DA สูงไปด้วย ผมขอเรียกวิธีการนี้ว่า "การช่วยดึงขั้นหน้าหนึ่ง" ดังนั้นที่ไหนหรือเว็บไซต์ใดที่มีคะแนน DA สูง ที่ให้ผมสามารถนำบทความไปโพสต์และยังทำให้เห็นอยู่ในหน้าค้นหาหน้าแรกได้ด้วย Keywords ที่เป็นเป้าหมายของผม

#23 – การใช้โค้ด W3C (W3C Validation)

การใช้โค้ด W3C ไม่ได้เป็นปัจจัยในการใช้จัดอันดับเว็บไซต์ของ Google

#24 – การใส่คีย์เวิร์ดในหัวข้อ ( Keyword At The Start Of Title Tag)

Moz’s data shows แนะนำว่าควรเริ่มใส่คีย์เวิร์ดไว้ในหัวข้อของบทความเลย (Title Tag) ให้ผลดีกว่าที่จะใส่คีย์เวิร์ดไว้ในตอนท้ายหัวข้อบทความ

ใส่คีย์เวิร์ดใน title tag

ดังนั้นถ้าคุณได้โพสต์บทความใหม่ ก็ควรที่ใส่คีย์เวิร์ดไว้ในหัวข้อหรือหัวเรื่องบทความไว้ที่จุดเริ่มต้นเลย จะสร้างความแตกต่างให้กับคุณแน่นอน

#25 –  ความถี่ของการใส่คีย์เวิร์ด (Keyword Frequency)

คีย์เวิร์ดของคุณควรใส่ถี่มากน้อยด้วยการใช้เป็นวลีใส่ภายในบทความของคุณ

ไม่มีเคล็ดลับพิเศษว่าควรใส่คีย์เวิร์ดหนาแน่นมากน้อยเพียงใด แต่คุณควรใส่ให้มากกว่าคำหรือวลีต่างๆ แต่ให้มันดูกลมกลืนกับบทความให้มากที่สุด

#26 – Rel=Canonical 

Google จะใช้ tag นี้ ในการตรวจสอบส่วนต่างๆ ของบทความว่าเป็นบทความที่ซ้ำหรือไม่

แต่คุณควรจับตาดูการแจ้งเตืือน - ที่พวกเขาอาจจะเลือกที่จะมองข้าม ดังนั้นวิธีการดีที่สุดคือการไม่ใส่ใจใน Canonical tag มากนัก

#27 –  ประวัติการอัพเดทหน้าเพจ (Historical Page Updates)

Google อาจไม่ได้ติดตามบทความที่อัพเดทหรือโพสต์ลงใหม่ให้เป็นปัจจุบัน

แต่คุณควรอัพเดทบทความให้ดูยังใหม่อยู่เสมอ โดยให้คุณทำการอัพเดทบทความของคุณเป็น

  • สัปดาห์
  • เดือน
  •  ปี

จะทำให้เว็บไซต์ของคุณยังมีพลังและได้รับการจัดอันดับอยู่ในอันดับที่ดีตลอดเวลา

#28 – ขนาดของบทความที่อัพเดท (Size Of Content Update)

บทความต้องมีขนาดบทความแค่ไหน เมื่อคุณได้ทำการเปลี่ยนแปลงแล้วส่งผลดีต่ออันดับเว็บไซต์

การอัพเดท:

  • พารากราฟทั้งหมด
  • รูปภาพ
  • ลิงค์

เป็นวิธีการที่ดีกว่าการทำแค่เพียงการอัพเดทไวยากรณ์ในประโยคเท่านั้น

#29 –  รูปแบบของลิงค์ออก (Outbound Link Theme)

Moz’s research  แนะนำรูปแบบของลิงค์ที่ชี้ออกไปสามารถส่งผลต่อหน้าเพจที่เกี่ยวข้องของคุณด้วย

ลิงค์ที่ออกไปยังหน้าเพจต้องไม่เป็นลิงค์ที่เป็นรูปแบบบทความที่มีปัญหา นี่เป็นเพราะว่ามันจะเพิ่มความไม่ชัดเจนและคลุมเคลือให้กับหัวข้อของบทความของคุณไปด้วย

สัญญาณด้านลบ



#1 – การใช้คำอธิบายซ้ำกัน (Duplicate Meta Descriptions)

การใช้คำอธิบายที่ซ้ำกัน ตามจริงแล้วไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

แต่จากการศึกษาของ Youst'study  สิ่งที่ Google ได้ใช้ประโยคในการแสดงผลมากที่สุด คือใช้จากประโยคที่เริ่มต้นบทความของคุณเป็นคำอธิบาย (Meta descriptions)

ดังนั้นคุณควรจัดการพารากราฟแรกในบทความของคุณใส่เป็นคำอธิบาย ๖ของคุณลงไปด้วยในความคิดของผม

#2 – การใช้หัวข้อที่ซ้ำกัน (Duplicate Title Tags)

ก็จะเหมือนกับการใช้ Meta Description คุณควรตรวจดูให้แน่ใจว่าทุกๆ หน้าเพจมีหัวข้อเฉพาะไม่ซ้ำกัน

เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีหัวข้อที่ซ้ำกันภายในเว็บไซต์ของคุณ

#3 – การใช้ขีดเส้นใต้ในหัวข้อบทความ (Underscores In Title Tags)

การไม่ใช้ขีดเส้นใต้เป็นเครื่องหมายแยกหัวข้อบทความของคุณ (Title tags)

แทนที่คุณจะใช้เครื่องหมายคอมม่า หรือขีดคั่นเพื่อแยกหัวข้อบทความของคุณ

#4 – การใช้ Meta Keywords  (Meta Keywords)

ขณะนี้อาจไม่ใช่ปัจจัยด้านลบมากนัก แต่ Meta keywords เป็นรูปแบบดั้งเดิมที่เคยใช้ในการจัดทำดัชนี Google ไม่เคยใช้ meta keyword tag เป็นปัจจัยในการจัดอันดับเว็บไซต์แต่อย่างใด

พวกเขาอ่าน tags - แต่ไม่ใช่ปัจจัยที่ใช้จัดอันดับเว็บไซต์

#5– ความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด (Keyword Density)

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เราได้สร้างเว็บไซต์การใส่คีย์เวิร์ดที่หนาแน่นส่งผลต่อเว็บไซต์ของเรา

ดูเหมือนว่าการใส่คีย์เวิร์ดประมาณ 3% จะเป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด

แต่เมื่อ Google มีการใช้ภาษาประมวลผลที่ดีขึ้นและพวกเขาสามารถเข้าใจได้ว่าหัวข้อของเว็บเพจที่ดีเป็นอย่างไร เมื่อจะต้องจัดการกับความหนาแน่นของการใส่คีย์เวิร์ดในบทความอย่างไร

มันก็สุดแสนจะง่ายที่จะจัดการและตรวจดูความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด

ดังนั้นให้คุณหยุดใส่คีย์เวิร์ดที่หนาแน่นเกินไปและการดูว่าคีย์เวิร์ดเป้าหมายของคุณได้ใส่ไว้ใน

  • หัวข้อบทความ (The title tag)
  • คำอธิบาย (The meta description)
  • ใส่ไว้ใน H1 tag
  • ใส่ไว้ในบทความหลักหนึ่งหรือสองคำ

#6 – การบรรจุคีย์เวิร์ดที่เยอะเกินไป (Keyword Stuffed Meta Tags)

การบรรจุคีย์เวิร์ดที่เยอะเกินไปในหัวข้อ (Title tags) หรือคำอธิบาย (Meta Description) ส่งผลด้านลบต่อเว็บเพจของคุณ

ยกตัวอย่างถ้าหัวข้อของคุณเป็น

‘การสร้างลิงค์ | บริการการสร้างลิงค์ | กลยุทธ์การสร้างลิงค์’
นั้นเป็นการบรรจุคีย์เวิร์ดที่เยอะเกินไป

แทนที่คุณจะใส่เพียงบางคำจะดูกลมกลืนและดูเป็นธรรมชาติมากกว่า

การบริการสร้างลิงค์ - รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

#7 – บทความที่ซ้ำกัน (Duplicate Content)

Google จัดลำดับบทความที่ซ้ำกันอยู่ในลำดับที่ต่ำกว่า หลังจาก Google ได้เคยเตือนมาก่อนแล้ว

#8 – การซ่อนบทความ (Hidden Content)

นี่เป็นวิธีการเก่าแก่ที่ใช้การซ่อนบทความ...

การซ่อนบทความโดยเฉพาะเพื่อจัดการปรับการค้นหาให้เหมาะสม, การเพิ่มจำนวนคำหรือการเพิ่มจำนวนคีย์เวิร์ดบนหน้าเพจอาจจะทำให้คุณได้รับการลงโทษได้"
โดยที่การทำดัชนีด้วยโทรศัพท์ mobile first index คุณสามารถบรรจุ / ซ่อนบทความในแท็บได้ เพราะว่าช่วยให้อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ (User Experience) 

การจัดอันดับเว็บไซต์ก็จะเหมือนการจัดอันดับเว็บไซต์บทความแบบปกติ

#9 –  เวลาที่ใช้ในการโหลดหน้าเวบช้า (Slow Load Times)

ถ้าคุณมี  server เว็บไซต์ที่เร็วจะส่งผลดีเป็นอย่างมากต่อเว็บไซต์ของคุณ

การใช้เวลาโหลดเว็บไซต์ที่นานจะส่งผลด้านลบ เมื่อเปรียบเทียบกับเว็บไซต์อื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพต่างๆ ใกล้เคียงกัน   

#10 – การใส่คำอธิบายรูปภาพที่ไม่เกี่ยวข้อง ( Irrelevant Image Alt Tags)

เป็นเวลานานแล้วที่เราได้ใช้คำอธิบายรูปภาพ ALT tags เพื่อบอกให้ Google ทราบว่ารูปภาพนั้นเป็นภาพเกี่ยวกับอะไร การใส่คำอธิบายรูปภาพจะรวมกับคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม Google มีเทคโนโลยีสามารถที่จะเข้าใจรูปภาพต่างๆ ด้วยตนเองแล้ว 

ดังนั้นถ้าคุณใส่รูปภาพเกี่ยวกับสุนัขด้วยคำอธิบาย alt text ว่า "Macbooks เป็นโน๊ตบุคที่ดีที่สุด"

คุณกำลังทำผิดพลาดอย่างมหันต์แล้ว


#11 – ลิงค์ออก (Outbound Links)

ถ้าคุณไม่ระมัดระวัง เว็บไซต์ของคุณอาจจะได้รับการลงโทษได้ Google ได้ทำการลงโทษสำหรับลิงค์ออก

ถึงแม้ว่าจะมีเพียง 1 ลิงค์ออกที่ไม่ดีในเว็บไซต์ของคุณและมีลิงค์จำนวนมากก็สามารถที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณตกอันดับได้

คุณภาพของลิงค์ออกเป็นสิ่งสำคัญ ตามที่  Google บอกไว้ว่า

บางเพจมีลิงค์เดียว มีหลายลิงค์ เพจไม่ชัดเจนคลุมเครือและดูเหมือนทำให้สับสนจากบทความหลัก

#12 – ลิงค์เสีย (Broken Links)

การมีลิงค์เสียจำนวนมากเป็นสัญญาณว่าเว็บไซต์มีคุณภาพที่่ต่ำตามที่ Google ได้เคยบอกไว้
อย่างไรก็ตาม คุณไม่ควรกังวลมากนักเกี่ยวกับการมีลิงค์เสีย

แต่ลิงค์เสียสามารถที่จะซ่อมหรือแก้ไขได้ทันที ถ้าคุณมีลิงค์เสียก็ให้รีบแก้ไขพวกมันโดยเร็ว

#13 –  ภาษา HTML ผิดพลาด (HTML Errors)

โค้ด W3C ที่ใช้งานและภาษา HTML ผิดพลาด ไม่ได้เป็นปัจจัยในการจัดอันดับเว็บไซต์

เว้นเสียแต่ว่า...

ข้อผิดพลาดเหล่านั้นไปขัดแย้งกับ Google spiders และหน้าดัชนี  ถ้าคุณอยากอยู่ในอันดับที่ดีแต่มี HTML ผิดพลาดและทำการแก้ไขพวกเขาโดยจะมีการรายงานไว้ใน Google Webmaster Tools

#14 – ความยาวของ URL (URL Length)

เป็นที่เชื่อกันว่าความยาว URL ของคุณส่งผลด้านลบต่อการจัดอันดับเว็บไซต์

ตอนนี้ได้รับการรับรองจาก Google แล้วว่าไม่เป็นความจริง แต่ก็แจ้งเตือนว่าถ้าคุณใช้ Hash '#' ไว้ใน URL Google จะไม่ทำการจัดทำดัชนี

#15 – การสะกดคำและการใช้ไวยากรณ์ (Spelling & Grammar) 

การสะกดคำผิดและการใช้ไวยากรณ์ที่ไม่ถูกต้องส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณหรือไม่?

คำตอบ คือ "ไม่ส่งผลแต่อย่างใด" อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นทั้งหมด

โดยที่ Google ได้อธิบายไว้ว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใดในการสะกดคำผิดและการใช้ไวยากรณ์ที่ไม่ถูกต้องแต่อาจจะมีปัญหากับผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณ

ถ้าบทความของคุณเต็มไปด้วยการสะกดคำผิดและไวยากรณ์ที่แย่มากจริงๆ คุณจะได้รับผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือจากผู้ชมของคุณ นี่เป็นส่งผลกระทบด้านลบอย่างเดียวที่คุณได้รับ

#16 –  ข้อมูลทางธุรกิจที่เป็นจริงของคุณ (Real Business Information)

ตรวจดูให้แน่ใจว่าข้อมูลธุรกิจของคุณเป็นปัจจุบันเพราะส่งผลต่อการทำ Local SEO ของคุณอย่างมาก สิ่งนี้รวมถึงข้อมูลต่างๆ  นี้

  • NAP ชื่อ,ที่อยู่,หมายเลขโทรศัพท์  (name, address, phone number)
  • รายการข้อมูลธุรกิจของคุณใน Facebook, Google My Business & หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง

คุณควรใส่ใจกับข้อมูลนี้ในแต่ละเว็บไซต์ด้วย เป็นสิ่งที่คุณต้องให้บริการลูกค้าของคุณ

#17 – โฆษณาแทรก (Interstitial Ads)

โฆษณาแทรกที่เด้งขึ้นมานั้นที่ให้ผู้ใช้หรือเข้าชมเว็บไซต์เห็นก่อนที่จะได้อ่านบทความ พวกมันสามารถปรากฎขึ้นมาก่อนที่โหลดหน้าเพจ เมื่อโหลดหน้าอยู่หรือเมื่อผู้ชมกำลังทำการเลื่อนหน้าเพจ 

Google ไม่ชอบการล่วงล้ำด้วยการโฆษณาแทรก

โฆษณาเหล่านี้จะทำผู้เข้าชมเว็บไซต์ไม่ค่อยชอบมากนักและพวกมันก็จะส่งผลด้านลบในการทำ SEO ของคุณ

#18 –  การใส่ Affiliate Links ที่เยอะเกินไป (Too Many Affiliate Links)

Google กับ Affiliate เจ้าอื่นๆ ไม่ค่อยเข้ากันหรือถูกโฉลกกันนัก  โดยส่วนมากโปรแกรม Affiliates จะส่งผลเสียมากกว่าในสายตาของ Google พวกเขามองว่าเป็นแหล่งที่พวกสแปมจำนวนมากและเว็บไซต์คุณภาพต่ำ

การใส่ Affiliate Links ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ถ้าคุณทำการสแปมด้วย Affiliate Links ทั่วทั้งบทความของคุณ คุณกำลังวิ่งเข้าสู่ความยุ่งยากแน่นอน

ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด คุณก็ควรใส่ nofollwing ในทุกๆ Affiliate Links ของคุณด้วย

ปัจจัยระดับหน้าเพจ

ปัจจัยระดับเว็บไซต์


รายการของปัจจัยระดับเว็บไซต์สามารถส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณทั้งทางด้านบวกหรือด้านลบ ปัจจัยเหล่านี้ได้ทำเปลี่ยนแปลงคุณก็สามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในอันดับที่ดีได้


ปัจจัยด้านบวก

#1 – ความน่าเชื่อถือของโดเมน (Domain Trust)

ถ้าโดเมนที่คุณใช้มีประวัติที่ดีก็จะเป็นที่น่าเชื่อถือเป็นอย่างมากในสายตาของ Google

ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์สามารถที่จะทำให้ได้รับการจัดอันดับที่ดีกว่าเว็บอื่นๆ  ความน่าเชื่อถือเป็นตัวชี้วัดที่รวมไปถึงการมีลิงค์จากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือด้วย


#2 – เว็บไซต์มีหน้าติดต่อเรา(Contact Us)

ตามที่ Google ได้บอกไว้ว่า...

เว็บไซต์ควรมีข้อมูลสำหรับการติดต่อไว้ด้วยเพื่อช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์มากขึ้น

#3 – เว็บไซต์ควรมีหน้านโยบายความเป็นส่วนตัวและเงื่อนไข (Privacy Policy & Terms)

การมีหน้าเพจนโยบายความเป็นส่วนตัวและเงื่อนไขในการใช้เว็บไซต์ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ เช่น ถ้าคุณได้ติด Google Adsense  ให้คุณใช้หน้าเหล่านี้อธิบายเพื่อแสดงความน่าเชื่อถือ

นี่จะเป็นการแนะนำตัวที่อาจจะเป็นบทความที่ซ้ำ แต่ Google ไม่สนใจขอให้มีหน้านโยบายส่วนตัวและเงื่อนไขไว้ในเว็บไซต์ก็พอ จะส่งผลดีแน่นอน

#4 – หน้าเกี่ยวกับเรา  (About Us Page)

ถ้าคุณมีหน้าติดต่อเราและหน้านโยบายส่วนตัวช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ได้มากในสายตาของ Google  ดังนั้นก็อย่าละเลยใส่รายละเอียดข้อมูลของเว็บไซต์ในหน้าเกี่ยวกับเราไว้ด้วย

#5 – โครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure)

การจัดเว็บไซต์ของคุณเป็นแบบโครงสร้างเว็บไซต์หน้าเดียวสส่งผลด้านบวก ผู้ชมเว็บไซต์จำนวนมากชอบเว็บไซต์ที่มีหน้าไม่สลับซับซ้อนมากนัก คือมีหน้าเว็บไซต์ชั้นเดียว (Flat Structure) แบบนี้ - domain.com/post-name

แต่มันจะดีมากๆ ถ้ามีหน้าเว็บไซต์หน้าเดียว (Silo Structure) เลย

ที่เป็นเฉพาะเรื่องนั้นๆ เหมือนแบบนี้

domain.com/seo/google-ranking-factors
หรือแบบนี้
             domain.com/social-media/facebook-marketing

แต่ความสำคัญจะมากกว่าโครงสร้าง URL

Google มองที่จำนวนการคลิกจากหน้าโฮมเพจไปยังหน้าปลายทาง นี่เป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณาเมื่อมีสองเว็บไซต์มีปัจจัยที่เท่ากัน

#6 – ความสดใหม่เว็บไซต์ (Site Freshness)


ความใหม่สดของเว็บไซต์ส่งผลต่อระดับหน้าเพจ มันยังส่งผลต่อระดับโดเมนอีกด้วย

ทำให้เว็บไซต์ของคุณสดใหม่และอัพเดทเป็นปัจจุบันตลอดเวลา


#7 – จำนวนหน้าเพจ (Number Of Pages)

จำนวนหน้าเพจของเว็บไซต์ไม่ใช่ปัจจัยการจัดอันดับ

อย่างไรก็ตาม...

หน้าที่ได้รับการจัดทำดัชนีจำนวนมากนั้นหมายความคุณมีโอกาสได้จัดอันดับด้วยคีย์เวิร์ดที่แตกต่างในแต่ละหน้านั้น และเป็นสิ่งดึงดูดให้เว็บไซต์อื่นอยากลิงค์มาหาอีกด้วย


#8 – แผนที่เว็บไซต์แบบ XML (XML Sitemap)

การมีแผนผังเว็บไซต์จะช่วยให้ Google สำรวจเว็บไซต์คุณได้ง่ายขึ้น แต่ไม่รับประกันว่า Google จะทำการจัดทำดัชนีทุกหน้าใน sitemap ของคุณ

แต่มันก็ช่วยให้ทุกหน้าในเว็บไซต์ของคุณได้ถูกสำรวจ

อย่างไรก็ตามไม่มี sitemap ก็ไม่ส่งผลด้านลบแต่อย่างใดถ้าโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณถูกต้องและ Google สามารถทำการสำรวจเว็บไซต์ได้ถูกต้อง


#9 – แผนผังเว็บไซต์แบบ HTML (HTML Sitemap)

เมื่อแผนผังแบบ XMLแล้ว คุณสามารถใส่แผนผังแบบ HTML sitemap ด้วย ถึงแม้ว่านี่จะเป็นวิธีการทำแบบเก่าๆ ที่ไม่ค่อยเห็นในขณะนี้

แต่ก็สามารถช่วยให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์ของคุณและ Google bots เข้าใจเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายมากขึ้น

#10 – ตำแหน่งที่ตั้งของ Server (Server Location)

ตำแหน่งที่ตั้งของ Server ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ถ้าคุณสามารถกำหนดภูมิศาสตร์เป้าหมาย คุณสามารถทำสิ่งนี้ได้ใน webmaster tool หรือ ccTLD

มันส่งผลเพียงเล็กน้อยตามที่ Google บอกไว้


#11 – การเข้ารหัสความปลอดภัย (HTTPS/SSL)

Google ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าการใช้ HTTPS จะส่งสัญญาณด้านบวกให้กับเว็บไซต์

ถึงแม้ว่าในตอนนี้มันจะส่งผลเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าคุณได้ใช้มันเป็นสัญญาณที่ดีในการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณแน่นอน

เมื่อคุณทำการเปลี่ยนเส้นทาง redirect จาก http address ทั้งหมด ไปเป็น https address ด้วยการทำ 301 redirects ในเว็บไซต์


#12 – การใส่เครื่องมือใช้นำทางในเว็บไซต์ (Breadcrumb Rich Snippets)

การมี breadcrumb เพื่อชี้นำทางในเว็บไซต์ของคุณจะช่วยในด้านสถาปัตยกรรมของเว็บไซต์


Breadcrumb Navigation

และมันจะดียิ่งกว่าถ้า RichSnippet ได้แสดง Breadcrumb อยู่ด้วย

Breadcrumb Example

#13 – การทำหน้าเพจให้เหมาะสมกับมือถือ (Mobile Optimisation)

ถ้าคุณมีหน้าเว็บไซต์ที่ออกแบบได้ตอบสนองและแสดงผลได้ดีบนมือถือหรืออุปกรณ์เคลื่อนที่ มันจะส่งผลดีมาก Google ได้แนะนำเกี่ยวกับ Mobile First Index และมีเครื่องมือตรวจสอบ Mobile Friendly และ Mobile Page Speed

#14 – แท็กที่ระบุตัวภาษา (Hreflang)

Hreflang tags (implement correct) ใช้จัดการบทความด้วยการใช้ภาษา แท็กเหล่านี้ช่วยแยกภาษาที่หลากหลายเป็นหนึ่งภาษาหรือเลือกมาหนึ่งภาษาหลักเมื่อบทความมีหลายภาษา

ถึงแม้ว่า Hreflang tags ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณ ในการทำ SEO ถ้าคุณมีเว็บไซต์ที่เป็นสากล มันมีความสำคัญมากที่คุณได้ทำให้หน้าเพจแสดงภาษาที่ถูกต้องต่อผู้เข้าชมเว็บไซต์


สัญญาณด้านลบ


#1 – เว็บไซต์ที่ล่ม (Site Downtime)

เพียงหนึ่งวันหรือสองวันที่เว็บไซต์เกิดการล่มจะไม่มีผลกระทบต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณ
อย่างไรก็ตาม... 

Google จะลบเว็บไซต์ของคุณทั้งหมดถ้าคุณปล่อยให้เว็บไซต์ล่มหรือไม่ทำงานประมาณหนึ่งอาทิตย์หรือมากกว่านั้น

วิธีการที่ดีคุณควรทำการ Backup เว็บไซต์คุณและทำให้กลับมาทำงานโดยเร็ว - Google ก็จะทำให้มันกลับมาเป็นปกติ

#2 – Meta ของบทความซ้ำกัน (Duplicate Meta Content)

เราได้บอกแล้วว่าการมีหัวข้อ (Unique Title)และคำอธิบาย (Meta Description) ที่เฉพาะมีความสำคัญอย่างไร การมีข้อมูล meta ที่ซ้ำกันอยู่ในเว็บไซต์ของคุณส่งผลด้านลบต่อการจัดอันดับเว็บไซต์

#3 – ไม่ปรับเว็บไซต์ให้รองรับการใช้งานกับมือถือ (Not Optimized For Mobile)

ในขณะที่การออกแบบเว็บไซต์ไม่เหมาะกับการใช้งานจะมีผลด้านลบต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณในผลการค้นหาบน Desktop 

การทำให้เว็บไซต์ตอบสนองหรือรองรับการใช้งานกับมือถือก็มีความสำคัญเหมือนกันที่จะแสดงในหน้าจอมือถือและในผลการค้นหาของมือถือ 

#4 – เว็บไซต์ตอบสนองต่อผู้เข้าชมที่แย่ (Poor User Engagement)

Google รู้ว่ามีคนจำนวนเท่าไหร่เข้าชมหน้าเพจและใช้เวลานานแค่ไหนในการเข้าชมหน้าเพจแต่ละเพจ และรู้ด้วยว่าผู้เข้าชมคลิกออกหรือยังเข้าอ่านบทความอยู่ในหน้าเพจนั้น พวกเขารู้ถึงขนาดว่าคุณได้ติดตั้ง Google Analytics หรือไม่

เว็บไซต์ที่มีองค์ประกอบไม่เหมาะสมต่อผู้ใช้งานหรือเข้าชมเว็บไซต์ เช่น:
  • มีอัตราการโผล่ของ Pogo มากเกินไป (High pogo rates)
  • มีอัตราการคลิกออกจากหน้าเพจสูง (High bounce rate)
  • ใช้เวลาน้อยในการอ่านหน้าเพจหรือเข้าเยี่ยมชม (Low time on site)
  • ใช้เวลาในการโหลดหน้าเพจที่ช้าเกินไป (Slow load times)
ทั้งหมดจะส่งผลด้านลบต่ออันดับของเว็บไซต์

#5 – การจัดการระดับหน้าเพจ (Pagerank Sculpting)

การจัดการระดับหน้าเพจมีวิธีปฏิบัติตามนี้
  • การใส่ Nofollowing ในลิงค์ออก (Outbound links) ทั้งหมด
  • การใส่ Nofollowing ในลิงค์ภายใน (internal Links)
นี่เป็นการทำเพื่อควบคุมระดับของหน้าเพจ ถ้าคุณไม่ทำอาจจะทำเกิดปัญหาขึ้นได้

#6 – รีวิวด้านลบ (Negative Reviews)

 ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีชื่อเสียงในทางไม่ดีอยู่บนเว็บไซต์เหล่านี้

  • Yelp.com 
  • RipOffReport.com
  • Google Places 

 คุณจะได้รับผลกระทบด้านลบที่ยาวนานแน่ๆ

นี่เป็นวิธีการหลังจากที่ได้รับผลกระทบนั้น บางคนใช้วิธีการที่ชาญฉลาดจัดการกับปัญหานี้เพื่อให้ได้ชื่อเสียงที่ดีกลับคืนมา โดยการสร้างสัมพันธ์อันดีกับผู้ชมหรือผู้ใช้งานเว็บไซต์

#7 – โฆษณาโผล่มากเกินไป (Adverts Above The Fold)

ถ้าโฆษณาบนเว็บไซต์ของคุณมีมากเกินไป และโฆษณา (Adverts) นั้นโผล่มาหรืออยู่ทับหน้าเพจหรือบทความมากเกินไปจนเป็นที่น่ารำคาญจากหน้าบทความหลัก คุณจะพบปัญหาแน่นอน 

<#8 – การลงโทษจาก Panda (Panda Penalty)

Googel ได้ระบุเป้าหมายว่าเว็บไซต์ใดเป็นเว็บไซต์คุณภาพต่ำด้วย Panda update 

ถ้าเว็บไซต์ของคุณได้ถูกลงโทษคุณก็จะเห็นว่าอันดับเว็บไซต์ของคุณในผลการค้นหาลดลงเป็นอย่างมาก

ปัจจัยระดับเว็บไซต์

ปัจจัยจาก Backlink


รายการของ Backlink มีความสัมพันธ์กับปัจจัยในการจัดอันดับเว็บไซต์โดยสามารถที่จะส่งผลทั้งด้านบวกหรือด้านลบ ให้คุณใส่ใจในการสร้างลิงค์ซึ่งเป็นปัจจัยที่สามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณได้รับความแตกต่างจากคู่แข่ง 

สัญญาณด้านบวก


#1 – จำนวนของลิงค์ (Number Of Links)

จำนวนลิงค์ที่กลับมายังเว็บไซต์ของคุณเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีความสำคัญที่ใช้จัดอันดับเว็บไซต์
ปริมาณที่จะช่วยให้อันดับดีขึ้นต้องอยู่ในเงื่อนไขจำนวนของการสร้างโดเมนลิงค์

#2 – ตัวอักษรกำกับลิงค์ (Anchor Text)

anchor text ของ Backlink ช่วยให้ Google เข้าใจหัวข้อของเพจลิงค์
คุณควรผสมคำโดยทั่วไปและคีย์เวิร์ดลงไปด้วยเพื่อทำให้ชัดเจนต่อ Penguin Google

#3 – ลิงค์ในหัวข้อ (Link Title)

การมีลิงค์ในหัวข้อช่วยชี้ถึงหัวข้อของหน้าเพจด้วย ถึงแม้ว่าจะเป็นปัจจจัยที่ส่งผลน้อยกว่าการใส่ anchor text 

แต่ถ้าคุณสามารถได้รับลิงค์จากเพจที่มีคีย์เวิร์ดที่เป็นเป้าหมายของคุณมาจากหัวข้อและ anchor text - นั่นเป็นพลังที่ดีมากๆ&

#4 – ได้รับลิงค์จากโดเมนและหน้าเพจที่เกี่ยวข้อง (Domain & Page Relevancy)

ลิงค์ที่มาจากโดเมนและ/หรือหน้าเพจที่มีความสัมพันธ์กับเว็บไซต์ของคุณ เป็นลิงค์ที่มีคุณค่ามากกว่าลิงค์ที่มาจากโดเมนและ/หรือหน้าเพจที่ไม่มีความสัมพันธ์กับเว็บไซต์ของคุณ

ยกตัวอย่างเช่น
คุณคงไม่ต้องการลิงค์จากบล็อกนี้ของผม ถ้าเว็บไซต์ของคุณขายสินค้าแฟชั่นออนไลน์
ในทางกลับกันการได้รับลิงค์จากเว็บไซต์ที่เป็นธุรกิจใกล้เคียงหรือสัมพันธ์กันจะมีคุณค่าต่อเว็บไซต์ของผมเป็นอย่างมาก ถ้าเป็นลิงค์ที่มาจากเว็บไซต์ที่เป็นเว็บไซต์การตลาด Digital Marketing ดังๆ

#5 – คำรอบข้างลิงค์ (Link Sentiment)

คำรอบข้างลิงค์ช่วยในบางสิ่งเล็กน้อย มันช่วยให้ Google เข้าใจและทำงานได้ดีขึ้น

  1. มันช่วยให้ Google ทำงานได้ง่ายขึ้น
  2. มันช่วยให้ Google ทำงานได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นการอ้างถึงลิงค์ที่เป็นด้านบวกหรือลิงค์ด้านลบ

ดังนั้นคุณก็ควรที่จะสื่อความหมายตัวหนังสือรอบๆ บริเวณลิงค์ให้สัมพันธ์ด้วย

#6 – คีย์เวิร์ดในหัวข้อ (Keyword In Title)

ลิงค์จากหน้าเพจที่เหมือนกันหรือมีความสัมพันธ์กันด้วยคีย์เวิร์ดในหัวข้อทั้งหมด มีคุณค่าเป็นอย่างมากที่คุณจะต้องมี

#7 – พลังโดเมน (Domain Authority)

การได้รับ backlinks จากโดเมนด้วยระดับที่สูงกว่ามีพลังและมีความน่าเชื่อถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ใช้จัดอันดับเว็บไซต์ที่คุณควรต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ

#8 – พลังหน้าเพจ (Page Authority)

พลังทั้งหมดของหน้าเพจที่คุณได้รับลิงค์จากการทำ SEO
ลิงค์ที่มาจากหน้าเพจที่มีพลังมากๆ จากโดเมนที่มีพลังมากด้วย ถือว่าเป็นสุดยอดของ Backlinks

#9 – อายุของ Backlink (Age Of Backlink)

Google ได้เคยแจ้งแล้วว่าอายุของ Backlink ที่สัมพันธ์กันก็มีส่วนดี
กล่าวสั้นๆ เลยก็คือBacklinks ยิ่งเก่ายิ่งมีพลังมากกว่า Backlinks ที่ใหม่ๆ

#10 – C-Class IP’s

จำนวนลิงค์จากโดเมนที่นับแยกเป็นระดับ C (class-c IP’s.) เพียงอย่างเดียว
คุณต้องการลิงค์จากโดเมนที่แตกต่างกันจำนวนมากและหลากหลายระดับ IP เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

#11 – ความหลากหลาย (Diversity)

ถ้าคุณได้รับ Backlinks มาจากหลากหลายที่ การที่เว็บไซต์จะขึ้นอันดับ 1 "ชนิดลิงค์" ยกตัวอย่างเช่น มีผู้เข้าชมโพสต์ (guest post) หรือลิงค์แบบ guest post เป็นชนิดลิงค์ที่คุณจะต้องทำการผสมผสานชนิดลิงค์ที่มาจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องและเว็บไซต์ที่มีพลังมากๆ อย่างหลากหลาย

#12 – หน้าเพจที่แข่งขัน  (Competing Pages)

ลิงค์จากหน้าเพจที่ติดอันดับอยู่ใน 10 อันดับแรกที่เป็นเป้าหมายของคุณ หรือคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง ผู้เข้าชมจะช่วยเพิ่มอันดับหน้าเพจของคุณ ดังนั้นคุณควรพุ่งเป้าไปที่การสร้างลิงค์จากเว็บไซต์เหล่านี้

#13 – พลังของโซเชียล  (Social Authority)

ลิงค์จากหน้าเพจที่ได้รับการจำนวนการแชร์จำนวนมากใน Social มีคุณค่ามาก  ดังนั้นการรวมในส่วนนี้เข้าไปในการสร้างลิงค์ของคุณ จะทำให้เว็บไซต์ของคุณดูดีสำหรับการสร้างลิงค์

#14 – ผู้เข้าชมเว็บไซต์โพสต์ (Guest Posting)

การที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้ทำการโพสต์ (guest posting) ทำให้คุณได้รับลิงค์กลับมายังเว็บไซต์ของคุณแบบ "no follow"
เชื่อได้ว่าผู้ที่มาเข้าชมที่เว็บไซต์ของคุณแบบ no follow เป็นลิงค์ในแบบที่เขาต้องการเข้ามาเยี่ยมชม

#15 – ลิงค์จากหน้าโฮมเพจ (Homepage Links)

ลิงค์ที่มาจากหน้าโฮมเพจของเว็บไซต์มีพลังมากๆ
นี่เป็นเพราะว่าลิงค์อื่นๆ ที่เคยพบไม่ค่อยมีมาจากหน้าโฮมเพจ

#16 – ลิงค์จากเนื้อหาหรือบทความ (Contextual/Editorial Links)

ลิงค์ที่ได้รับมาจากบทความหลักของหน้าเพจเป็นที่รู้ว่าลิงค์จากเนื้อหาหรือบทความ ลิงค์เหล่านี้มีพลังมากเมื่อเปรียบเทียบกับลิงค์แบบอื่นๆ
ลิงค์จากบทความเป็นลิงค์ที่มีพลังมากกว่าลิงค์จากส่วนท้ายจากหน้าเดียวกัน

#17 – ลิงค์จากบทความของผู้ชม (User Generated Content Links)

Google รู้ความแตกต่างระหว่างบทความที่โพสต์จากผู้ชมและบทความที่เจ้าของเว็บไซต์โพสต์
ลิงค์จากเจ้าของเว็บไซต์โพสต์มีพลังมากกว่า

#18 – การเปลี่ยนเส้นทาง (301 Redirects)

ลิงค์ที่มายังเว็บไซต์ของคุณโดยการทำการเปลี่ยนเส้นทาง 301 redirect เป็นลิงค์ที่มีพลังเหมือนลิงค์ปกติ คุณอาจคิดว่ามันจริงหรือ?  แต่ผมจะบอกว่ามันถูกต้องแล้ว ลิงค์แบบนี้มีพลัง

#19 – ลิงค์ที่มาจากวิกีพิเดีย  (Wikipedia)

ถึงแม้ว่าลิงค์จาก wikipedia เป็นลิงค์แบบ Nofollow, Wikipedia backlinks มีพลังอย่างมาก
ถ้าคุณได้รับมายังเว็บไซต์ของคุณที่เป็นแหล่งข้อมูล คุณจะได้รับทราฟฟิกที่เป็นเป้าหมายของคุณอีกด้วย

#20 – ความเร็วที่ได้รับลิงค์ (Positive Link Velocity)

ความเร็วของลิงค์เป็นตัวชี้วัดว่าคุณได้รับลิงค์จำนวนเท่าไหร่ในเวลานั้นๆ
มันส่งผลเป็นผลด้านบวกหรือความเร็วกลางๆ ดีกว่าลิงค์ที่ช้า

#21 – ลิงค์ที่เป็นแบบ Nofollow (Nofollow Links)

ลิงค์แบบ no follow ไม่ได้รวมเป็นปัจจัยอยู่ในอัลกอริมทึ่ม ดังนั้นหมายความว่าพวกเขาก็ไม่ได้ส่งผลด้านลบต่อการทำ SEO ของคุณแต่อย่างใด

#22 – จำนวนคำในหน้าเพจ (Word Count Of Page)

ลิงค์ที่มาจากหน้าเพจที่มีบทความมากกว่า 2,000 คำย่อมมีค่ามากกว่าหน้าเพจที่มีเพียง 100 คำ นี้จะช่วยให้คุณเมื่อทำการค้นหาเว็บไซต์เพื่อสร้างลิงค์

#23 – จำนวนของลิงค์ออก (Number Of Outbound Links)

ลิงค์จากหน้าเพจที่มีจำนวนร้อยลิงค์ไปยังเว็บไซต์อื่น มีคุณค่าน้อยกว่าลิงค์จากหน้าเพจที่มีลิงค์เพียงเล็กน้อยไปยังหน้าเว็บไซต์อื่น

#24 –  Sitewide Links

ลิงค์จาก sidebar ที่ปรากฎอยู่ในทุกๆ หน้าเพจของเว็บไซต์คิดเป็นลิงค์เดียว

สัญญาณด้านลบ


#1 – ลิงค์ไม่ดีที่อยู่ใกล้เคียง (Bad Neighbourhoods)


การมีลิงค์จากเว็บไซต์ที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นลิงค์ไม่ดีจากเว็บไซต์ข้างเคียง ด้วยเหตุนี้ Google จะลดคะแนนเว็บไซต์ของคุณ
ถ้า Google ไม่ครอบคลุมบล็อกเน็ตเวิร์กและเว็บไซต์ของคุณมีลิงค์จำนวนมากมาจากเน็ตเวิร์ก คุณกำลังมีปัญหา

#2 – Same C-Class

การมีลิงค์จำนวนมากจาก IP address ในระดับ C class เหมือนกันดูไม่เป็นธรรมชาติ
นี่เป็นการชี้วัดของการจัดการลิงค์

#3 – ได้รับการโพสต์จากผู้ชม (Guest Posting)

Guest posting เป็นวิธีการที่จะทำให้ได้รับ backlinks กลับมาที่เคยใช้ได้ผลมาสองปีแล้ว อย่างไรก็ตามการที่คุณทำการสแปมด้วยการ guest posting ก็จะได้รับการลงโทษจาก Google

ดังนั้นถ้าคุณได้เผยแพร่บทความที่คุณภาพต่ำออกไปเพื่อให้ได้ลิงค์จาก guest post
ทำให้มั่นใจว่าคุณได้ใส่แบบ nofollowing ไว้หมดแล้ว Google กำลังลดคะแนนการจัดอันดับเว็บไซต์การกระทำด้วยวิธีการนี้

#4 – การแลกลิงค์ (Reciprocal Linking)

การแลกลิงค์เคยใช้ได้ผล แต่ผ่านมาหลายปีแล้วเทคนิคดังกล่าวจึงใช้ไม่ได้ผลแล้ว
เพราะปัจจุบันดูได้จากแผนผังของลิง์และคุณควรจะหลีกเลี่ยงการแลกลิงค์


#5 – การซื้อลิงค์ (Buying Links)

คุณจะได้รับการลงโทษ ถ้าคุณถูกจับได้ว่าทำการซื้อลิงค์หรือสปอนเซอร์ลิงค์
กฎที่เป็นทางการบอกว่าคุณควรใส่ Nofollow tag กับลิงค์ทีี่คุณเสียเงินซื้อทั้งหมด - แต่เชื่อผมเถอะ ไม่มีใครทำตามที่ผมบอกแน่นอน

#6 – การขายลิงค์ (Selling Links)

ถ้าใครที่ชอบซื้อลิงค์อาจจะทำให้คุณได้รับผลเสียมากกว่าเหมือนๆ กับขายลิงค์ มีตัวอย่างจำนวนมากของเว็บไซต์ที่เรารู้จักทำการซื้อขายลิงค์และได้รับการลงโทษจาก Google

ย้ำอีกครั้ง นั้นเกิดเพียงครั้งเดียวถ้าคุณถูกจับ และคนบางคนอาจจะไม่ทราบมาก่อนอาจจะหลงเชื่อว่าการซื้อขายลิงค์จะส่งผลดี แต่ไม่ใช่เลย

#7 – ลิงค์จากโปรไฟล์ในการโพสต์ฟอรั่ม (Forum Profiles)

ลิงค์ที่มาจากโปรไฟล์เคยใช้ได้ผลดีเป็นอย่างมาก
แต่อย่างไรก็ตามวิธีการนี้จะทำให้คุณได้รับการลงโทษ ถ้าคุณฝ่าฝืนกฏด้วยการใช้ Bot

#8 – ความเร็วที่ได้รับลิงค์เป็นลบ (Negative Link Velocity)

ความเร็วของลิงค์เป็นตัวชี้วัดคุณได้รับจำนวนลิงค์มามากหรือน้อยเมื่อเทียบกับเวลา
ความเร็วลิงค์ที่เป็นลบจะส่งผลเสียต่อการค้นหาเว็บไซต์ของคุณ

#9 – ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง (Linking Relevancy)

เว็บไซต์จะได้เปอร์เซ็นต์ที่สูงของลิงค์ที่มาจากลิงค์ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่สัมพันธ์กันกับเว็บไซต์จะถูกจัดอันดับที่ต่ำ ทำให้แน่ใจว่าลิงค์ที่คุณได้รับมายังเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บไซต์ที่สัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของคุณโดยเฉพาะ

#10 – การลงโทษของ Penguin (Penguin Penalty)

การลงโทษของ Google Penguin มีแนวโน้มว่าจะพุ่งเป้าไปที่ Backlink Profile ของคุณ
นี้สามารถที่จะส่งผลกระทบหน้าเพจและระดับโดเมนของคุณได้

ปัจจัยด้าน Backlinks

ปัจจัยปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม


รายการของปัจจัยการปฎิสัมพันธ์กับผู้ชมนั้นสามารถส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณได้ อย่างที่รู้กันว่าการปฎิสัมพันธ์ของผู้ใช้หรือผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณเป็นขั้นตอนแรกที่จะส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google

สัญญาณด้านบวก


#1 – ระดับโดเมนที่ได้รับการคลิก (Domain Level SERP Click Through Rate)

ถ้าโดเมนของคุณดึงดูดใจให้ได้รับการคลิก CTR ทั้งทุกหน้าเพจในเว็บไซต์

คุณจะได้รับผลที่ดีในการจัดอันดับเว็บไซต์ให้เหนืือกว่าคู่แข่งแน่นอน

#2 – ระดับหน้าเพจที่ได้รับการคลิก (Page Level SERP Click Through Rate)

หน้าเพจที่ได้รับการกดคลิก CTR ที่สูงในผลการค้นหาจะได้รับการจัดอันดับในอันดับที่ดี
จำคำผมไว้ว่า นี่เป็นหนึ่งในปัจจัยของทั้งหมดที่ส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณมาก ให้คุณเลือกระหว่างการได้รับ Backlinks ที่ดีและเว็บไซต์ที่ได้รับการ SERP CTR ที่สูง ผมจะเลือกการได้รับ CTR ที่สูงในทุกๆ วัน

#3 – อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ที่ต่ำ (Low Bounce Rate)

Google รู้ว่าหน้าเพจไหนที่คุณได้เข้าไปเยี่ยมชมและใช้เวลานานเท่าไหร่บนหน้าเพจเหล่านั้น  ไม่ว่าเป็นเบราเซอร์อะไรที่คุณใช้หรือถ้าเว็บไซต์ของคุณมี Google Analytics
อัตราการคลิกออกที่ต่ำ (bounce rate) ส่งผลดีต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณในหน้าการค้นหา


#4 – อ้ตราการตีกลับ (Dwell Time / Pogo Sticking)

Pogo Sticking เป็นเหตุการณ์เมื่อมีผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณและทำการคลิกกลับคืนมาที่หน้าผลการค้นหา

Pogo Sticking คืออะไร

Google วัดผลจากที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้อยู่บนหน้าเพจหลังจากได้เข้าชมเว็บไซต์จากหน้าการค้นหามายังเว็บไซต์คุณ ถ้าผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณและไม่กดย้อนกลับมาที่หน้าผลการค้นหา นี่้แสดงว่าเป็นสัญญาณที่แน่ชัดที่ Google มองว่าหน้าเพจของคุณเป็นเพจที่มีคุณภาพ

#5 – หน้าเพจต่อผู้เข้าชมเว็บไซต์ (Pages Per Visit)

เว็บไซต์มีความสัมพันธ์กับผู้ใช้หรือผู้ชมเว็บไซต์ที่ใช้ระยะเวลายาวนานในการเข้าชมหรือเข้าชมหลายหน้าเพจก็จะได้รับการจัดอันดับที่สูง
ดังนั้นบทความที่มีคุณภาพและลิงค์ภายใน (Internal Links) เป็นส่วนที่จะส่งผลดีที่ชี้วัดหน้าเพจต่อผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณ

#6 – ทราฟฟิกที่ได้รับโดยตรง (Direct Traffic)

เว็บไซต์ที่ได้รับทราฟฟิกโดยตรงจำนวนมากเชื่อได้ว่ามีคุณภาพเว็บไซต์ที่สูงกว่าเว็บไซต์ที่ไม่ได้รับทราฟฟิกโดยตรง (ทราฟฟิกโดยตรง คือ การกดเข้ามาดูเว็บไซต์ของคุณ โดยใช้ชื่อ URL ตรงๆ เลย เช่น www.indycreators.com

#7 – ผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่กลับมาชมอีก (Returning Visitors)

เว็บไซต์ที่มีเปอร์เซ็นต์การกลับเข้ามาชมเว็บไซต์สูงเชื่อได้ว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพมากกว่าเว็บไซต์ที่ไม่ค่อยมีคนกลับเข้ามาชมอีกครั้ง

#8 – การได้รับการแสดงความคิดเห็น (Comments)

หน้าเพจที่ได้รับการมีปฏิสัมพันธ์จากผู้เข้าชมเว็บไซต์ในการแสดงความคิดเห็นเป็นสัญญาณที่ชัดว่าเป็นหน้าเพจที่มีคุณภาพและมีคุณค่ากับผู้เข้าชมเว็บไซต์

สัญญาณลบ

#1 – ระดับหน้าเพจที่ได้รับการคลิก (Page Level SERP Click Through Rate)

หน้าเพจที่ได้รับการคลิกที่ต่ำ (CTR ต่ำ) ในผลการค้นหาจะลดอันดับหน้าเพจของคุณลง ไม่ว่าจะเกิดจากปัจจัยต่างๆ ก็ตาม การที่คุณได้รับ Backlinks อยู่ ให้รักษาระดับ CTR ของคุณให้อยู่ในระดับที่สูง

#2 – ระดับโดเมนที่ได้รับการคลิก (Domain Level SERP Click Through Rate)

โดเมนที่ได้รับการคลิกที่ต่ำ (CTR ต่ำ) ในหน้าเพจที่อยู่ในเว็บไซต์ของคุณจะส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณด้วย

#3 – การตีกลับ (Dwell Time / Pogo Sticking)

Google วัดผลว่าถ้าผู้เข้าชมเว็บไซต์อยู่ในหน้าเพจหลังจากได้กดเข้ามาชมเว็บไซต์ของคุณจากหน้าผลการค้นหาของ Google ถ้าผู้เข้าชมเว็บไซต์คลิกกลับไปที่หน้าการค้นหาโดยเร็วนี่เป็นสัญญาณด้านลบที่แสดงว่าเว็บไซต์คุณไม่มีคุณภาพและไม่น่าสนใจที่จะทำให้ผู้เข้าชมอยู่ดูได้นาน

#4 – อัตราการคลิกออกที่สูง (High Bounce Rate)

เว็บไซต์ที่มีอัตราการคลิกออกที่สูงจะส่งผลด้านลบต่อเว็บไซต์ของคุณทัั้งหมด 
นี่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า Google มองว่าเว็บไซต์ของคุณไม่ได้ให้คุณค่ากับผู้เข้าชมเว็บไซต์นั่นเอง Google จะใส่ใจในรายละเอียดการมีปฎิสัมสัมพันธ์ของผู้เข้าชมเว็บไซต์เป็นอย่างมากและคุณก็ควรทำให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในเงื่อนไขเหล่านั้น


ปัจจัยด้านปฎิสัมพันธ์กับผู้ชม

ปัจจัยด้านพลังของโซเชียลมีเดีย


รายการของโซเชียลมีเดียมีความสัมพันธ์กับปัจจัยการจัดอันดับโดยสามารถส่งผลกระทบต่ออันดับเว็บไซต์ทั้งด้านบวกหรือด้านลบ คุณต้องใส่ใจในปัจจัยเหล่านี้แล้วคุณจะเห็นว่าอันดับเว็บไซต์ของคุณดีขึ้น

สัญญาณด้านบวก


#1 – Tweets

จำนวนของ URL หรือโดเมนที่ได้รับการทวีตจำนวนมากจะส่งผลดีต่ออันดับเว็บไซต์ใน Google 
ดังนั้นการสร้างกลยุทธ์การตลาดด้วยการใช้ทวีตเตอร์มีความสำคัญและมีส่วนช่วยเป็นอย่างมาก

#2 – Facebook Shares

โดยทั่วไปคิดว่า Google ไม่มีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลของ Facebook แต่นั้นไม่ถูกต้องไปเสียทั้งหมด จำนวนหน้าเพจของคุณที่ได้รับการแชร์ไปบน Facebook ส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณด้วย

นี่เป็นสัญญาณที่ดีที่คุณจะละเลยไม่แชร์เว็บไซต์คุณบน Facebook ไม่ได้

#3 – Facebook Comments

จำนวนที่ได้รับการคอมเม้นต์ที่ได้โพสต์ URL ลงไปใน Facebook จะส่งผลต่อการจัดอันดับด้วย ถึงแม้ว่าจะมีความสำคัญน้อยกว่าการแชร์

#4 – Facebook Likes

Facebook ที่โพสต์ URL / Domain ได้รับการกด Like มีสัญญาณด้านบวกในผลการค้นหา SERPs. แต่รองมาจากการได้รับการแชร์และการได้รับการคอมเม้นต์

#5 – Pinterest Pins

การที่ URL ของเว็บไซต์คุณได้รับการ Pin และ re-pinned ในโปรแกรม Pinterest เป็นสัญญาณที่ดี แม้ว่าแพลตฟอร์มนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์มากนัก แต่มันก็น่าทดลองใช้ดู

#6 – YouTube Links

เนื้อหาที่เป็นรายละเอียดของวิดีโอในยูทูป หรือลิงค์จาก Youtube  ก็ส่งผลดีต่อการจัดอันดับเว็บไซต์  นี่เป็นเพราะว่า Google เป็นเจ้าของ Youtube และเนื้อหาวิดีโอก็น่าจะมีความสำคัญและส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์บ้างไม่มากก็น้อย

#7 – เว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้อง (Relevancy)

เว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้องหรือใกล้เคียงกับเว็บไซต์ของเราส่งสัญญาณบนโซเชียลก็มีความสำคัญด้วย ยกตัวอย่างเช่น การมีเว็บไซต์ที่เป็นผู้นำอยู่ในเว็บไซต์ด้านนี้ ที่มีความสัมพันธ์เว็บไซต์ในเรื่องเดียวกัน ได้พูดถึงเว็บไซต์ของเราบนโซเชียลมีเดียจะมีคุณค่าและส่งผลด้านดีกับเว็บไซต์เราเป็นอย่างมาก

#8 – ความเร็วบนโซเชียล (Positive Social Velocity)

เพียงคุณสามารถได้รับผลบวกจากลิงค์บนโลกของโซเชียลอย่างรวดเร็ว คุณสามารถได้รับผลบวกบนโซเชียลมีเดียอีกด้วย  ผมได้ใช้วิธีการนี้ในการแก้ปัญหาของเว็บไซต์ตัวเองที่เคยถูกลงโทษด้วย Penguin ทำให้เว็บไซต์กลับมาอยู่ในอันดับที่ดีขึ้น


สัญญาณด้านลบ

#1 – ความเร็วด้านลบของโซเชียล (Negative Social Velocity)

ความเร็วด้านลบของโซเชียลจะส่งผลทำให้เว็บไซต์ของคุณมีอันดับตกลง

ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าคุณซื้อทวีตจำนวน 1,000 ทวีิตวันนี้และอีก 3 วันหลังจากนั้นจำนวน 900 ทวีตจะถูกลบ

นั้นจะส่งผลเสียหายเป็นอย่างมากต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณ

ผมแนะนำให้คุณแก้ไขจากการถูกลงโทษดังกล่าวเพื่อให้อันดับเว็บไซต์กลับมาคืนดวยการใช้ความเร็วด้านบวกของโซเชียล เป็นส่ิงที่จะช่วยแก้ไขให้อันดับเว็บไซต์คุณกลับคืนมา

ปัจจัยด้านโซเชียลมีเดีย

ปัจจัยด้านแบรนด์


รายการของแบรนด์เป็นสัญญาณที่สามารถส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณไปในด้านบวกหรือด้านลบ การใช้แบรนด์ของคุณทำให้ Google Search Engine เร่งการจัดอันดับเว็บไซต์


สัญญาณด้านบวก


#1 – การใช้แบรนด์กำกับในลิงค์ (Branded Anchor Text)

ลิงค์แบบ anchor text ใส่แบรนด์ของคุณเข้าไปด้วยจะช่วยสร้างสัญญาณที่ดีกับ Google
Brand Anchor Text

ยกตัวอย่างเช่น :  "indycreators seo คืออะไร" มีพลังมากกว่าที่จะใช้คำว่า  – "seo คืออะไร"


#2 – การใช้แบรนด์ในการค้นหา (Branded Searches)

ก็เหมือนๆ กับการใช้แบรนด์ anchor text เมื่อคนค้นหาบน Google search และได้ใส่ชื่อแบรนด์ของคุณลงไปผสมรวมกับคีย์เวิร์ดด้วย ก็จะส่งผลดีต่อเว็บไซต์ของคุณ ยกตัวอย่างเช่น
มีคนค้นหาด้วยคำว่า - indycreators SEO

Brand Searches

เป็นการบอกกับ Google ว่าแบรนด์ของฉันมีความสำคัญในเรื่องเกี่ยวกับ SEO 

#3 – การพูดถึง/ กล่าวอ้างถึงแบรนด์ (Brand Mentions / Citations)

การที่แบรนด์ของคุณได้รับการกล่าวถึงอย่างแพร่หลายด้วยคีย์เวิร์ดเป็นที่แน่ชัดว่าจะส่งสัญญาณที่ดีให้กับ Google  คุณสามารถใช้ Google search ดูว่า Google ได้เห็นอะไร

Brand Mention

#4 – การนำแบรนด์เข้าร่วมใช้งาน (Facebook & Twitter Presence)

แบรนด์ที่ได้รับความนิยมบน Facebook ก็จะได้รับสัญญาณที่ดีกับเว็บไซต์ตามไปด้วย พวกเขาใช้การได้รับการติดตามใน Facebook และ Twitter ในการเพิ่มสัญญาณที่ดีของโซเชียลเพื่อส่งทราฟฟิกให้กับเว็บไซต์

#5 – มีโปรไฟล์บริษัทหรือเว็บไซต์ใน Linked (LinkedIn Company Pages)

แบรนด์ที่ได้รับความนิยมจะมีการทำโปรไฟล์ใน Linked แสดงข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจ นี่จะแสดงเกี่ยวกับข้อมูลลูกจ้างของธุรกิจคุณด้วย

#6 – กิจกรรมบนโซเชียล (Social Activity)

แบรนด์ที่ได้มีกิจกรรมบนโซเชียลมีเดีย มีปฎิสัมพันธ์กับผู้คนในโซเชียลและได้รับความนิยมมากกว่าแบรนด์ที่ไม่การเคลื่อนไหวหรือมีกิจกรรมบนโซเชียลมีเดียมากนัก
ดังนั้นคุณควรใส่ความพยายามในการสร้างกิจกรรมและมีปฎิสัมพันธ์กับแฟนๆ ของคุณในโซเชียลมีเดียให้บ่อยและมากขึ้น

#7– การก่อร่างสร้างธุรกิจ  (Brick & Mortar Business)

หลักการใหญ่ของการทำธุรกิจก็เหมือนกับการก่ออิฐและฉาบปูนไปทีละชั้น
ใส่ที่อยู่ของคุณในเว็บไซต์ที่อยู่ในส่วนท้ายด้วยการใช้ Google My Business จะช่วยส่งสัญญาณที่เป็นบวกได้

สัญญาณด้านลบ

#1 – แบรนด์ที่ได้รับการคลิกที่ต่ำ  (Low Branded Click Through Rate)

ถ้าคนทำการค้นหาแบรนด์ของคุณและผสมกับคีย์เวิร์ดแต่ไม่ได้คลิกเข้าเว็บไซต์หรือได้รับการคลิกเข้าเว็บไซต์ที่ต่ำ
นั้นแสดงว่าแบรนด์ของคุณไม่ดีมากนัก

#2 – การถูกรีวิวในด้านลบ (Negative Reviews)

ถ้าแบรนด์ของคุณมีการชื่อเสียงที่ไม่ดีนักบนโลกออนไลน์ เช่น

  • Yelp.com
  • RipOffReport.com
  • Google Places


เว็บไซต์ของคุณก็จะได้รับการแขวนไว้นานทีเดียว

ปัจจัยด้านแบรนด์

สรุปบทความ


คุณได้เรียนรู้ถึงปัจจัยที่ Google ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์มาทั้งหมดตามที่ผมได้เขียนไว้แล้ว
ด้วยสิ่งที่คุณได้เรียนรู้ดังกล่าว คุณก็สามารถที่จะนำไปใช้แก้ไขเว็บไซต์ของคุณให้ถูกตามหลักการของปัจจัยต่างๆ 

สรุปย่อหัวข้อใหญ่ปัจจัยการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google  ได้ตามนี้
  • ปัจจัยระดับโดเมน (Domain) ปัจจัยระดับหน้าเพจ (Page Level)
  • ปัจจัยระดับเว็บไซต์ (Site Level)
  • ปัจจัยจากการสร้าง (Backlinks)
  • ปัจจัยปฎิสัมพันธ์กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ (User Engagement)
  • ปัจจัยด้านโซเชียลมีเดีย (Social Signals)
  • ปัจจัยด้านแบรนด์ (Brand Signals)
ถ้าคุณยังไม่ได้ทำตามปัจจัยหลักตามที่กล่าวมา ให้คุณรีบทำและแก้ไขให้ถูกต้องตามปัจจัยเหล่านี้ และโปรดอย่าลืมว่า !


Google ไม่ได้มองที่ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเป็นหลักที่จะนำมาวัดผลในการจัดอันดับเว็บไซต์เท่านั้น 
แต่จะมองที่สัญญาณต่างๆ เป็นภาพรวมทั้งหมด




แต่ Google ยังไม่ใช่ Search Engine เดียวที่ใช้ปัจจัยในการจัดอันดับเว็บไซต์ คุณควรให้ความสนใจไป Bing SEO ด้วย เพราะว่ามีบางสิ่งที่จำเป็นต้องทำให้ถูกต้องเหมือนกับ Google search ด้วย