สุดยอดบล็อกสอนเทคนิคการหาเงินออนไลน์,การทำ Digital Marketing และการทำ SEO ฉบับมืออาชีพ- indycreators: ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google ปี 2020

2562-11-01

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google ปี 2020



นี่ไม่ใช่ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google อย่างเป็นทางการ

แต่:

เป็นที่รู้กันว่ามีสัญญาณจำนวนมากที่ Google ได้ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์ ( Pagerank  ) ดังนั้นข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นเพียงสิ่งที่ผมได้เก็บรวบรวมมาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ

แหล่งข้อมูลที่เป็นทางการต่างๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ
กรณีศึกษาต่างๆ ของคนที่ทำ SEO จากต่างประเทศ
ประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง
จากการทดสอบทำ SEO ของผมเอง

เป็นการจัดอันดับเว็บไซต์ปัจจุบัน ( Pagerank 2020 ) ที่คิดว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุดเท่าที่เราได้รู้กันโดยส่วนใหญ่แล้วก็เป็นรายการที่เป็นปัจจัยส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google หรืออัลกอริทึม google บางวิธีการที่หลายคนได้ใช้ในการทำ SEO ของตนเอง ส่วนข้อมูลด้านล่างที่ผมจะบอกต่อไปนี้

ผมสามารถบอกได้ว่ามีความน่าเชื่อถือและเป็นปัจจัยหลักๆ ที่ครอบคลุมเกินกว่า 70% ของปัจจัยทั้งหมดที่คุณจะต้องให้ความสำคัญในการทำ SEO ของคุณ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลในด้านล่างนี้จะเป็นสัญญาณที่ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์ทั้งหมดแต่อย่างใด

บางข้อก็เป็นเพียงสัญญาณเพื่อจัดทำดัชนี Indexing / Crawling ที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการค้นหาทั้งหมด

แชร์ Facebook หรือ Tweet, LinkedIn - เพื่อดาวน์โหลดปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google ปี 2020 - PDF File.

คุณควรจับตาดูสัญญาณแจ้งเตือนจาก Google ด้วยว่าข้อใดที่ไม่ได้ใช้เป็นปัจจัยในการจัดอันดับเว็บไซต์แนวโน้มสัญญาณเหล่านั้นโดยส่วนมากจะเป็นภาพรวมเสียมากกว่า

ผมได้แยกย่อยปัจจัยที่ Google ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์เป็นประเภทและแยกย่อยเป็นลำดับรายการแต่ละข้อไว้ให้และ
โดยได้แยกเป็นปัจจัยที่ส่งสัญญาณด้านบวกและปัจจัยที่ส่งสัญญาณด้านลบไว้ให้อีกด้วย



ปัจจัยด้านโดเมน (Domain Ranking Factors)


นี่เป็นรายการปัจจัยด้านโดเมน - (domain pagerank) ที่ส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google ที่สามารถส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ในด้านบวกหรือด้านลบ คือ การใช้ระดับโดเมน นี่เป็นอีกหนึ่ง

ประเภทที่มีความสำคัญต่อการจัดอันดับเว็บไซต์

สัญญาณด้านบวก


#1 – การใช้คีย์เวิร์ดหรือชื่อแบรนด์โดยตรงเป็นชื่อโดเมน (Exact Match Domain)

Exact Match Domain หรือ EDM's ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์ได้ง่าย

ใช้ชื่อคีย์เวิร์ดเป็นชื่อโดเมน - Domian pagerank

อย่างไรก็ตาม Google ได้ทำการลดอันดับความสำคัญปัจจัยข้อนี้ลงบ้างแล้ว EDM update แต่คุณก็ยังคงได้รับผลด้านบวกในการใช้คีย์เวิร์ดหรือชื่อแบรนด์เป็นชื่อโดเมนอยู่บ้างเล็กน้อย

#2 – การใช้คีย์เวิร์ดผสมในโดเมน (Keywords In Domain)

โดเมนที่มีคีย์เวิร์ดผสมอยู่ด้วยไม่ได้ช่วยในการทำให้อันดับเว็บไซต์ดีขึ้นมากไปกว่าการใช้แบรนด์เป็นชื่อโดเมน

ถึงแม้ว่าการมีคีย์เวิร์ดอยู่ในโดเมนของคุณอาจจะช่วยให้คนท่ี่เขาค้นหาเข้าใจได้ดีขึ้นว่าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับอะไร ดังนั้นมันจะช่วยทำให้ได้รับการคลิกเข้ามาชมมากขึ้นจากผู้ค้นหาที่เขาสนใจนั่นเอง

#3 – ประวัติโดเมน ( Domain History)

ประวัติของโดเมนคุณมีผลเป็นอย่างมากต่อเว็บไซต์ของคุณ แล้วมันจะส่งผลอย่างไรกับเว็บไซต์?

ถ้าโดเมนที่คุณใช้เคยมีคนใช้มาก่อนแล้วและเคยมีปัญหากับ Googe ในการทำเป็นลิงค์สแปมหรือมีแต่ลิงค์ที่ไม่ดี ก็จะส่งผลเป็นอย่างมากต่อการจัดอันดับ seo ไปดูกันว่าอะไรที่ Google ตรวจสอบ

SEMrush

#4 – อายุโดเมน (Domain Age)

ไม่ว่าจะเป็นโดเมนเก่าหรือโดเมนใหม่ Twitter From John Mueller

อายุโดเมนไม่ส่งผลโดยตรงต่ออันดับ SEO ของคุณในผลการค้นหาของ Google's search

แต่โดเมนที่เก่ากว่ามีแนวโน้มได้รับ Backlinks ที่มากกว่า สิ่งนี้อาจจะส่งผลด้านบวกมากกว่าแน่นอน ไปเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้อายุโดเมนสำหรับการทำ SEO

#5 – วันที่จดทะเบียนโดเมน (Domain Registration Date)

ในสิทธิบัตรGoogle ได้กล่าวว่า -
"วันที่โดเมนนั้นได้ทำการจดทะเบียนถือเป็นวันที่โดเมนได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นทางการ"

#6 – วันที่ต่อทะเบียนโดเมนใหม่ (Domain Renewal Date)

ในสิทธิบัตรเดียวกัน พวกเขากล่าวไว้ว่า -

"สัญญาณที่แน่นอนอาจจะใช้จำแนกความแตกต่างระหว่างโดเมนที่ถูกกฎหมายและโดเมนที่ผิดกฎหมาย โดเมนที่มีค่า (ถูกต้องตามกฎหมาย) จ่ายค่าโดเมนล่วงหน้าในหลายปี ในขณะที่โดเมนที่ชั่วคราว (ผิดกฎหมาย) ที่จ่ายเพียงปีเดียว ดังนั้นวันที่โดเมนจะหมดอายุในอนาคต สามารถที่จะใช้คาดเดาได้ว่าโดเมนนั้นถูกกฎหมาย และนี่เป็นเอกสารที่เกี่ยวข้อง"

#7 – ประเทศที่จดทะเบียนโดเมน (Country TLD Extension)

การใช้ cTLD เช่น .co.th .co.uk เป็นการช่วยระบุตำแหน่งที่ตั้งของโดเมน

แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการง่ายในการไต่อันดับเว็บไซต์ในประเทศที่ระบุตำแหน่งดังกล่าว อันดับเว็บไซต์ของคุณที่เป็น .com อาจจะทำอันดับได้ดีใน Google ประเทศไทยก็ได้

สัญญานด้านลบ


#1 – ข้อมูลเว็บไซต์ในฐานข้อมูล Whois (Private Whois Data)

การมีข้อมูลเว็บไซต์ในฐานข้อมูลของ Whois ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด

Matt Cutt ได้แนะนำว่าแต่ข้อมูลเว็บไซต์ในฐานข้อมูล Whois สามารถรวมกับปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลด้านลบได้ แต่อาจจะเฉพาะแค่ในทวีปยุโรปเท่านั้น

แตกต่างจาก Johm Mueller แจ้งชัดว่าการมีข้อมูลเว็บไซต์ใน Whois โดยเว็บไซต์ที่อยู่ในทวีปยุโรปเป็นการใช้เพื่อยืนยันรูปแบบของ Blog network ที่คุณควรจะมีและให้ความสำคัญด้วย

#2 – เจ้าของเว็บไซต์ถูกลงโทษจาก Whois (Penalized Whois Owner)

ผมไม่สามารถหาข้อมูลที่เป็นทางการของ Google เพื่ออ้างอิงในเรื่องนี้

แต่ก็พอจะมีตัวอย่างที่เจ้าของเว็บไซต์ที่ดูเหมือนว่าจะได้รับการลงโทษจาก Whois

จากตัวอย่างที่ผมเคยเห็นคือการฝ่าฝืนกฎจากการทำ SEO หรือของ Google ก็จะถูกดำเนินการลบเว็บไซต์ออกไป

อย่างไรก็ตามข้อมูลนี้ก็ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

#3 – ประเทศที่อยู่ของโดเมน ( Country TLD Extension)

การใช้ cTLD จะส่งผลด้านลบเมื่อคุณใช้โดเมนอยู่ที่ประเทศไทยแต่พยายามทำให้อันดับเว็บไซต์ขึ้นไปอยู่ในประเทศอังกฤษ แต่ส่วนขยายโดเมนมันก็ยังไม่เพียงพอ

ถ้าคุณใส่บทความที่เป็นภาษาอังกฤษโพสต์ลงไปในโดเมนที่อยู่ประเทศไทยมันอาจจะทำให้อันดับเว็บไซต์ที่ประเทศอังกฤษได้

#4 – โดเมนที่ฝากแปะ (Parked Domain)

ถ้าคุณมี Parked domain Google จะทำการลบออกไปจากดัชนีของพวกเขาหลังจากข้อมูลอัพเดท parked domain นี้ประกาศใช้

#5 – ใช้ URL ที่เหมือนกันบน Hosting เดียว (Same URL Parameters and Same Shared Hosting)

2 โดเมนที่ใช้อยู่บน shared hosting เดียวและเป็น URL ที่เหมือนกัน Google จะคาดเดาว่าเป็น URL เดียวกัน

ดังนั้นคุณควรใช้ URL ที่แตกต่างกันเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านลบนี้

#6 – การเปลี่ยนผู้ให้บริการ Hosting (Changing Hosting Provider)

เหตุผลสำหรับการเปลี่ยนผู้ให้บริการ hosting ของคุณอาจจะส่งผลด้านลบได้

แต่,คุณจะยังได้รับการแจ้งเตือนอยู่เมื่อคุณทำการเปลี่ยนผู้ให้บริการ hosting Google จะงดการไต่สำรวจ Crawl เว็บไซต์คุณชั่วคราว

นี่เป็นเพราะว่ามันไม่สามารถที่จะตรวจดูได้ว่า Server ของคุณเป็นของอะไรและทำการเปลี่ยนหรือย้ายไปยัง Server ใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง

#7 – ผิดพลาดสถานะ 503 (503 Status Misuse)

ถ้าเว็บไซต์ของคุณอยู่ในสถานะ 503 status เพียงไม่กี่วัน Google อาจคิดว่าเว็บไซต์คุณอาจจะไม่มีการ Back up พวกเขาจะลดอัตราการไต่สำรวจเว็บไซต์ของคุณลงไปด้วย

จากนั้นการไต่สำรวจจะหยุดโดยสมบูรณ์ ถ้า robots.txt file ร้องขอคืนเป็นสถานะ 503

จัดอันดับ seo ระดับโดเมน

ปัจจัยระดับหน้าเพจ (Page Level Ranking Factors)


รายการที่เป็นปัจจัยระดับของหน้าเพจนั้นสามารถส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณทั้งด้านบวกหรือด้านลบ ปัจจัยเหล่านี้มีผลกระทบในแต่ละหน้าเพจที่มีอันดับอยู่ใน Google

ปัจจัยด้านบวก


#1 – URL ที่มี Keyword (URL Contains Keyword)

คีย์เวิร์ดที่อยู่ใน URL เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดอันดับของเว็บไซต์ด้วย

แต่มันก็ส่งผลเพียงนิดเดียว อาจจะไม่คุ้มค่ากับการที่คุณต้องเสียเวลาในการปรับทำ URL เว็บไซต์ของคุณใหม่ทั้งหมด
SEMrush

keyword ใน URL เป็นอัลกอริทึม google

#2 – หัวข้อมีคีย์เวิร์ดอยู่ด้วย (Title Tag Contains Keyword)

การมี keywords อยู่ในหัวข้อบทความด้วยจะเป็นการช่วยในเรื่องการทำ SEO ของคุณ

มันจะทำให้ Google เห็นได้ชัดเจนว่าบทความของคุณเป็นบทความเกี่ยวกับอะไรและยังช่วยเพิ่มผู้เข้าชมที่ใช้การค้นหาด้วย Keyword ที่อยู่ในหัวข้อบทความอีกด้วย

#3 – คำอธิบายมีคีย์เวิร์ดอยู่ด้วย (Meta Description Contains Keyword)

คุณควรใส่ Keyword เข้าไปในคำอธิบาย (Meta Description) ด้วย เหมือนกับที่คุณใส่เข้าไปในหัวข้อบทความ (title) มันช่วยให้

Google เห็นว่าหัวข้อบทความของคุณเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร

keyword ใน meta description เป็นอัลกอริทึม google

#4 – H1 Tag ใส่คีย์เวิร์ดด้วย (H1 Tag Contains Keyword)

H1 Tag เป็นสัญญาณด้านบวกสำหรับ Google  คุณควรที่จะใส่คีย์เวิร์ดเข้าไปและเลือกใช้คีย์เวิร์ดเป้าหมายที่คุณต้องการ

#5 – หัวข้ออื่นๆ ใส่คีย์เวิร์ดด้วย (Other Headings Contain Keyword)

การมี Keyword อยู่ในหัวข้ออื่นๆ เช่น H2 หรือ H3 จะช่วยส่งผลด้านบวกไปด้วย

อย่างไรก็ตาม... มันจะดีถ้าคุณใช้หัวข้อเหล่านี้ด้วย LSI Keywords และหลีกเลี่ยงการใส่เยอะจนเกินไป

#6 – ส่วนบทความหลักมีคีย์เวิร์ดใส่เข้าไป (Main Body Content Contains Keyword)

คุณควรใส่คีย์เวิร์ดเป้าหมายของคุณอย่างน้อย 2 ครั้งในบทความหลักของคุณ

มันจะช่วยทำให้ Google เข้าใจได้มากขึ้น แต่อย่าใส่เยอะจนเกินไปจนดูเป็นเหมือนการสแปม

#7 – คีย์เวิร์ดที่ใกล้เคียงกัน (Keyword Order)

การใช้คีย์เวิร์ดที่ใกล้เคียงมีผลเล็กน้อยต่อการจัดอันดับเว็บไซต์

ยกตัวอย่างเช่น บางคนค้นหาคำว่า "ดาวน์โหลดโปรแกรมตัดต่อภาพ" คุณอาจจะเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างจากที่คุณค้นหาด้วยคำว่า "โปรแกรมตัดต่อภาพ ดาวน์โหลด"

แต่ก็มีจุดประสงค์ที่ต้องการเดียวกัน

#8 – คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง (LSI Keywords)

การใช้คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง Latent Semantic Indexing Keywords ช่วยให้ Search Engine เข้าใจในหัวข้อนั้นๆ มากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น "Hot" ที่อาจจะหมายถึง

? Hot the sale
? Hot the popular person
? Hot the weather

คุณควรใส่ LSI Keywords ที่เกี่ยวข้องในหัวข้อ (Title), คำอธิบาย (Description) และบทความหลักจะช่วยทำให้ Google จัดทำดัชนีไวขึ้นและเข้าใจหัวข้อในเพจของคุณดีขึ้น

#9 – บทความเฉพาะ (Unique Content)

การมีบทความเฉพาะอยู่ในเว็บไซต์ของคุณเป็นสัญญาณที่ดีว่าเป็นเว็บไซต์คุณภาพ

ทำให้แน่ใจว่าบทความของคุณเป็นต้นฉบับและไม่ซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นบล็อกโพสต์หรือคำอธิบาย - ทำให้บทความเป็นแบบเฉพาะ

#10 – ความเร็วของเว็บไซต์ (Site Speed)

เป็นที่รู้กันว่าถ้าคุณทำให้เว็บไซต์โหลดได้รวดเร็ว เว็บไซต์คุณจะถูกจัดอันดับดีขึ้น

การถอดรหัสและเวลาการโหลดเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องเป็นพิเศษ

ค่าเฉลี่ยของเวลาที่ใช้ในการโหลดสำหรับเว็บไซต์ควรเป็น 1 เสี้ยววินาที 100ms.

เว็บไซต์ที่โหลดได้รวดเร็วให้ประสบการณ์ที่ดีกับผู้ใช้หรือผู้เข้าชมเว็บไซต์ ช่วยเพิ่มปฎิสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงให้ด้านอื่นๆ ดีขึ้นไปด้วย

#11 – แผนผังเว็บไซต์ / ส่วนขยายคำอธิบายเว็บเพจในผลการค้นหา (Schema / Rich Snippet Markup)

ส่วนขยายคำอธิบายเว็บเพจ (Rich snippets) ช่วยเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดใจหน้าเว็บเพจที่ปรากฏอยู่ในผลการค้นหา (SERP's)

และคุณสามารถใส่เพิ่มด้วยการใช้โปรแกรม Rankmath หรือใช้ปลั๊กอิน Yoast SEO

rich snippet คือ

เมื่อคุณได้ติดตั้งก็จะค่อยๆ เก็บข้อมูลให้ Google นำไปแสดงผลในหน้าการค้นหา SERPS.

วิธีการนี้จะช่วยเพิ่มการคลิกเข้ามายังหน้าเว็บเพจนั้นมากขึ้นหรือเพิ่ม CTR ให้สูงขึ้น (Higher Click-Through rate) และเพิ่มทราฟฟิกได้มากขึ้นจาก Google

#12 – ความยาวของบทความ (Length Of Content)

บทความที่ยาวจะมีอันดับดีกว่าบทความที่สั้นและให้ผลการค้นหาเว็บไซต์อยู่อันดับดีกว่า ค่าเฉลี่ยความยาวของบทความในหนึ่งบทความที่ติดอันดับหนึ่งในเว็บไซต์

ต้องมีความยาวไม่น้อยกว่า 2,000 คำเป็นอย่างต่ำ

บทความที่ยาวจะดึงดูดใจได้มากไม่ว่าจะเป็น
    การสร้างปฏิสัมพันธ์
    ลิงค์
    โซเชียลมีเดีย
และมันจะให้ผลดีกว่าเว็บไซต์ที่มีบทความเพียงสั้นๆ

#13 – บทความที่ใหม่ (Fresh Content)

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2010 Google ได้ประกาศ Caffeine update.นี่เป็นการออกแบบมาเพื่อตรวจสำรวจบทความหรือเว็บไซต์ที่ใหม่และมีการอัพเดทอื่นๆ อยู่ตลอดเวลา

นี่เป็นสิ่งสำคัญที่ Google ใช้ในการการจัดอันดับเว็บไซต์และรวมทั้งบทความที่โพสต์ต้องสดใหม่อยู่เสมอด้วย

#14 – บทความที่อัพเดทอยู่เสมอ (Updated Content)

บทความเก่าๆ ที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยจะส่งผลด้านดี

คุณจำเป็นจะต้องปรับแก้อยู่บ่อยๆ ดีกว่าที่คุณจะเปลี่ยนวันที่ทำการโพสต์ Google ให้ความสำคัญบทความที่อัพเดทเพื่อกำหนดว่าบทความในเว็บไซต์นั้นเป็นบทความที่ใหม่สดอยู่เสมอ

#15 – เผยแพร่บทความไปยังสื่อภายนอก (Syndicated Content)

คนจำนวนมากรู้สึกหวาดกลัวที่ได้โพสต์บทความออกไป ในกรณีที่พวกเขาได้รับแจ้งว่ามีใช้บทความที่ซ้ำกัน อย่างไรก็ตามมีคำแนะนำสักเล็กน้อยเพียง 2 ข้อ ดังนี้
  1. คำถามเกี่ยวกับการใช้บทความซ้ำ
  2. การสร้างลิงค์ที่ไม่ผิดกฎ
การเผยแพร่บทความไปยังสื่อภายนอกไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพียงแต่คุณจะต้องแน่ใจว่าได้รับลิงค์กลับคืนมาแหล่งบทความต้นกำเนิดและบทความที่ยังสื่อภายนอกที่เผยแพร่ออกไปจะไม่ทำให้เว็บไซต์คุณตกอันดับด้วย

#16 – บทความเสริิม (Supplementary Content)

การมีบทความเสริมทำให้เว็บไซต์ถูกมองว่าเป็นเว็บที่มีคุณภาพ

ในปี 2014 Google Quality Rater Guidelines ได้แจ้งไว้ชัดเจน

Google ได้เตรียมตัวอย่างหน้าเว็บเพจที่มีคุณลักษณะที่หลากหลายหรือได้แสดงให้ดูว่ามีคนเข้ามาชมจำนวนมากน้อยเท่าใดเมื่อคุณทำเว็บไซต์ให้เป็นเว็บคุณภาพ

#17 – มัลติมีเดีย (Multimedia)

การใช้รูปภาพเฉพาะและวิดีโอที่มีความเกี่ยวข้องกับบทความหลักส่งผลด้านบวก ผมแนะนำให้ใช้รูปภาพกราฟฟิกที่ออกแบบได้มืออาชีพมีคุณภาพดี

#18 – การปรับแต่งจัดการข้อมูลรูปภาพ (Image Optimisation)

Google จะให้ความสำคัญกับการใช้รูปภาพด้วย ถ้าคุณใส่ Keyword เป็นชื่อรูปภาพของคุณและการใส่ตัวอักษรกำกับด้วย (Alt text)
อย่าใส่เยอะจนเกินไปจนดูเหมือนเป็นการสแปม ในส่วนต่อไปนี้
    ชื่อรูปภาพ (File name)
    ตัวอักษรกำกับ (Alt text)
    หัวข้อ (Title tag)
    คำอธิบาย (Description tag)
ตรวจสอบดูข้อมูลการทำ Image SEO Guide และ Infographic เพื่อเรียนรู้การจัดการรูปภาพสำหรับ Search Engine

#19 – ลิงค์ไปภายนอกเว็บไซต์ (Outbound Links)

ถึงแม้ว่าลิงค์ไปภายนอกเว็บไซต์หลายคนเชื่อว่าเป็นปัจจัยแบบกว้างๆ ต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ แต่นี่ไม่ใช่กรณีนั้น

การมีลิงค์ไปภายนอกบนเว็บไซต์ของคุณควรจะเพิ่มมูลค่าให้กับบทความของคุณเอง โดยที่ Google อาจจะมองเป็นด้านบวกแต่ลิงค์ออกพวกนั้นไม่ใช่ปัจจัยที่ใช้ในการจัดอันดับแต่อย่างใด

คำอธิบายตามวิดีโอนี้ Q and A video.

#20 – ลิงค์ภายในเว็บไซต์ (Internal Links)

ไม่เพียงลิงค์จากภายนอกเท่านั้นที่ส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ลิงค์ภายในเว็บไซต์ของคุณเอง internal links ก็ส่งผลดีต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณด้วย

โดยเฉพาะจำนวนลิงค์ภายในและคุณภาพของหน้าเว็บเพจที่ลิงค์ได้ชี้ไปบนเว็บไซต์ของคุณ มันแสดงถึงว่าลิงค์ภายในเว็บไซต์ของคุณมีผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์นั่นเอง

#21 – ระดับของการอ่าน (Reading Level)

Google วัดระดับการอ่านของหน้าเพจและแยกตามป้ายดังนี้
    ระดับพื้นฐาน (Basic)
    ระดับกลาง (Intermediate)
    ระดับก้าวหนา (Advanced)
คุณสามารถตรวจดูเว็บไซต์ของคุณดูได้ว่าเป็นระดับการอ่านระดับไหน ยากหรือง่ายโดยการคลิกเพื่อตรวจสอบที่นี่ Reability Test Tool

#22 – พลังของโดเมน (Domain Authority)

โดยรวมแล้วพลังของโดเมนส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณ

เป็นที่ทราบกันว่าโดเมนที่มีพลังอำนาจมาก (DA) จะได้รับการจัดอันดับอยู่ในอันดับที่ดีกว่า

นี่เป็นสิ่งที่ผมสังเกตเห็นด้วยพลังอำนาจของเว็บไซต์ผมเองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (ยังมีคะแนน DA ที่ต่ำอยู่) ถ้าเว็บไซต์ใดมี DA ที่สูงก็จะดึงเว็บไซต์ให้สูงขึ้นด้วย

DA สูงไปด้วย ผมขอเรียกวิธีการนี้ว่า "การช่วยดึงขึ้นหน้าหนึ่ง" ดังนั้นที่ไหนหรือเว็บไซต์ใดที่มีคะแนน DA สูง ที่ให้ผมสามารถนำบทความไปโพสต์และมันปรากฏ on page 1 ด้วย Keywords ที่เป็นเป้าหมายของผม

#23 – การใช้โค้ด W3C (W3C Validation)

การใช้โค้ด W3C ไม่ได้เป็นปัจจัยในการใช้จัดอันดับเว็บไซต์ของ Google

#24 – การใส่คีย์เวิร์ดในหัวข้อ ( Keyword At The Start Of Title Tag)

Moz’s data shows แนะนำว่าควรเริ่มใส่คีย์เวิร์ดไว้ในหัวข้อของบทความเลย (Title Tag) ให้ผลดีกว่าที่จะใส่คีย์เวิร์ดไว้ในตอนท้ายหัวข้อบทความ


ดังนั้นถ้าคุณได้โพสต์บทความใหม่ ก็ควรที่ใส่คีย์เวิร์ดไว้ในหัวข้อหรือหัวเรื่องบทความไว้ที่จุดเริ่มต้นเลย จะสร้างความแตกต่างให้กับคุณแน่นอน

#25 – ความถี่ของการใส่คีย์เวิร์ด (Keyword Frequency)

คีย์เวิร์ดของคุณควรใส่ถี่มากน้อยด้วยการใช้เป็นวลีใส่ภายในบทความของคุณ

ไม่มีเคล็ดลับพิเศษว่าควรใส่คีย์เวิร์ดหนาแน่นมากน้อยเพียงใด แต่คุณควรใส่ให้มากกว่าคำหรือวลีต่างๆ แต่ให้มันดูกลมกลืนกับบทความให้มากที่สุด

#26 – Rel=Canonical

Google จะใช้ tag นี้ ในการตรวจสอบส่วนต่างๆ ของบทความว่าเป็นบทความที่ซ้ำหรือไม่

แต่คุณควรจับตาดูการแจ้งเตืือน - ที่พวกเขาอาจจะเลือกที่จะมองข้าม ดังนั้นวิธีการดีที่สุดคือการไม่ใส่ใจใน Canonical tag มากนัก

#27 – ประวัติการอัพเดทหน้าเพจ (Historical Page Updates)

Google อาจไม่ได้ติดตามบทความที่อัพเดทหรือโพสต์ลงใหม่ให้เป็นปัจจุบัน

แต่คุณควรอัพเดทบทความให้ดูยังใหม่อยู่เสมอ โดยให้คุณทำการอัพเดทบทความของคุณเป็น
    สัปดาห์
    เดือน
    ปี
จะทำให้เว็บไซต์ของคุณยังมีพลังและได้รับการจัดอันดับอยู่ในอันดับที่ดีตลอดเวลา

#28 – ขนาดของบทความที่อัพเดท (Size Of Content Update)

บทความต้องมีขนาดบทความแค่ไหน เมื่อคุณได้ทำการเปลี่ยนแปลงแล้วส่งผลดีต่ออันดับเว็บไซต์

การอัพเดท:
    พารากราฟทั้งหมด
    รูปภาพ
    ลิงค์
เป็นวิธีการที่ดีกว่าการทำแค่เพียงการอัพเดทไวยากรณ์ในประโยคเท่านั้น

#29 – รูปแบบของลิงค์ออก (Outbound Link Theme)

Moz’s researchแนะนำรูปแบบของลิงค์ที่ชี้ออกไปสามารถส่งผลต่อหน้าเพจที่เกี่ยวข้องของคุณด้วย

ลิงค์ที่ออกไปยังหน้าเพจต้องไม่เป็นลิงค์ที่เป็นรูปแบบบทความที่มีปัญหา นี่เป็นเพราะว่ามันจะเพิ่มความไม่ชัดเจนและคลุมเคลือให้กับหัวข้อของบทความของคุณไปด้วย

สัญญาณด้านลบ


#1 – การใช้คำอธิบายซ้ำกัน (Duplicate Meta Descriptions)

การใช้คำอธิบายที่ซ้ำกัน ตามจริงแล้วไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

แต่จากการศึกษาของ Youst'study สิ่งที่ Google ได้ใช้ประโยคในการแสดงผลมากที่สุด คือใช้จากประโยคที่เริ่มต้นบทความของคุณเป็นคำอธิบาย (Meta descriptions)

ดังนั้นคุณควรจัดการพารากราฟแรกในบทความของคุณใส่เป็นคำอธิบาย ๖ของคุณลงไปด้วยในความคิดของผม

#2 – การใช้หัวข้อที่ซ้ำกัน (Duplicate Title Tags)

ก็จะเหมือนกับการใช้ Meta Description คุณควรตรวจดูให้แน่ใจว่าทุกๆ หน้าเพจมีหัวข้อเฉพาะไม่ซ้ำกัน

เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีหัวข้อที่ซ้ำกันภายในเว็บไซต์ของคุณ

#3 – การใช้ขีดเส้นใต้ในหัวข้อบทความ (Underscores In Title Tags)

การไม่ใช้ขีดเส้นใต้เป็นเครื่องหมายแยกหัวข้อบทความของคุณ (Title tags)

แทนที่คุณจะใช้เครื่องหมายคอมม่า หรือขีดคั่นเพื่อแยกหัวข้อบทความของคุณ

#4 – การใช้ Meta Keywords (Meta Keywords)

ขณะนี้อาจไม่ใช่ปัจจัยด้านลบมากนัก แต่ Meta keywords เป็นรูปแบบดั้งเดิมที่เคยใช้ในการจัดทำดัชนี Google ไม่เคยใช้ meta keyword tag เป็นปัจจัยในการจัดอันดับเว็บไซต์แต่อย่างใด

พวกเขาอ่าน tags - แต่ไม่ใช่ปัจจัยที่ใช้จัดอันดับเว็บไซต์

SEMrush

#5– ความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด (Keyword Density)

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เราได้สร้างเว็บไซต์การใส่คีย์เวิร์ดที่หนาแน่นส่งผลต่อเว็บไซต์ของเรา

ดูเหมือนว่าการใส่คีย์เวิร์ดประมาณ 3% จะเป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด

แต่เมื่อ Google มีการใช้ภาษาประมวลผลที่ดีขึ้นและพวกเขาสามารถเข้าใจได้ว่าหัวข้อของเว็บเพจที่ดีเป็นอย่างไร เมื่อจะต้องจัดการกับความหนาแน่นของการใส่คีย์เวิร์ดในบทความอย่างไร

มันก็สุดแสนจะง่ายที่จะจัดการและตรวจดูความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด

ดังนั้นให้คุณหยุดใส่คีย์เวิร์ดที่หนาแน่นเกินไปและการดูว่าคีย์เวิร์ดเป้าหมายของคุณได้ใส่ไว้ใน
    หัวข้อบทความ (The title tag)
    คำอธิบาย (The meta description)
    ใส่ไว้ใน H1 tag
    ใส่ไว้ในบทความหลักหนึ่งหรือสองคำ

#6 – การบรรจุคีย์เวิร์ดที่เยอะเกินไป (Keyword Stuffed Meta Tags)

การบรรจุคีย์เวิร์ดที่เยอะเกินไปในหัวข้อ (Title tags) หรือคำอธิบาย (Meta Description) ส่งผลด้านลบต่อเว็บเพจของคุณ

ยกตัวอย่างถ้าหัวข้อของคุณเป็น

"การสร้างลิงค์ | บริการการสร้างลิงค์ | กลยุทธ์การสร้างลิงค์"
นั้นเป็นการบรรจุคีย์เวิร์ดที่เยอะเกินไป

แทนที่คุณจะใส่เพียงบางคำจะดูกลมกลืนและดูเป็นธรรมชาติมากกว่า
"การบริการสร้างลิงค์ - รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ"

#7 – บทความที่ซ้ำกัน (Duplicate Content)

Google จัดลำดับบทความที่ซ้ำกันอยู่ในลำดับที่ต่ำกว่า หลังจาก Google ได้เคยเตือนมาก่อนแล้ว

#8 – การซ่อนบทความ (Hidden Content)

นี่เป็นวิธีการเก่าแก่ที่ใช้การซ่อนบทความ...

"การซ่อนเนื้อหาโดยเฉพาะเพื่อปรับเปลี่ยนการค้นหา, เพิ่มจำนวนคำหรือเพิ่มจำนวนคีย์เวิร์ดบนหน้าเพจสามารถทำให้คุณถูกลงโทษ"

โดยที่การทำดัชนีด้วยโทรศัพท์ mobile first index คุณสามารถบรรจุ / ซ่อนบทความในแท็บได้ เพราะว่าช่วยให้อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน (User Experience)

การจัดอันดับเว็บไซต์ก็จะเหมือนการจัดอันดับเว็บไซต์บทความแบบปกติ

#9 – เวลาที่ใช้ในการโหลดหน้าเว็บช้า (Slow Load Times)

ถ้าคุณมี server เว็บไซต์ที่เร็วจะส่งผลดีเป็นอย่างมากต่อเว็บไซต์ของคุณ

การใช้เวลาโหลดเว็บไซต์ที่นานจะส่งผลด้านลบ เมื่อเปรียบเทียบกับเว็บไซต์อื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพต่างๆ ใกล้เคียงกัน

#10 – การใส่คำอธิบายรูปภาพที่ไม่เกี่ยวข้อง ( Irrelevant Image Alt Tags)

เป็นเวลานานแล้วที่เราได้ใช้คำอธิบายรูปภาพ ALT tags เพื่อบอกให้ Google ทราบว่ารูปภาพนั้นเป็นภาพเกี่ยวกับอะไร การใส่คำอธิบายรูปภาพจะรวมกับคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม Google มีเทคโนโลยีสามารถที่จะเข้าใจรูปภาพต่างๆ ด้วยตนเองแล้ว

ดังนั้นถ้าคุณใส่รูปภาพเกี่ยวกับสุนัขด้วยคำอธิบาย alt text ว่า "Macbooks เป็นโน๊ตบุคที่ดีที่สุด"

คุณกำลังทำผิดพลาดอย่างมหันต์แล้ว

#11 - ลิงค์ออกไปภายนอก (Outbound Link)

ถ้าคุณไม่ระมัดระวัง เว็บไซต์ของคุณอาจจะได้รับการลงโทษได้ Google ได้ทำการลงโทษสำหรับลิงค์ออก

ถึงแม้ว่าจะมีเพียง 1 ลิงค์ออกที่ไม่ดีในเว็บไซต์ของคุณและมีลิงค์จำนวนมากก็สามารถที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณตกอันดับได้

คุณภาพของลิงค์ออกเป็นสิ่งสำคัญ ตามที่ Google บอกไว้ว่า
บางเพจมีลิงค์ออกมากเกินไปเป็นการปิดบังหน้าเพจและเบี่ยงเบนความสนใจจากเนื้อหาหลัก

#12 – ลิงค์เสีย (Broken Links)

การมีลิงค์เสียจำนวนมากเป็นสัญญาณว่าเว็บไซต์มีคุณภาพที่่ต่ำตามที่ Google ได้เคยบอกไว้
อย่างไรก็ตาม คุณไม่ควรกังวลมากนักเกี่ยวกับการมีลิงค์เสีย

แต่ลิงค์เสียสามารถที่จะซ่อมหรือแก้ไขได้ทันที ถ้าคุณมีลิงค์เสียก็ให้รีบแก้ไขพวกมันโดยเร็ว

#13 – ภาษา HTML ผิดพลาด (HTML Errors)

โค้ด W3C ที่ใช้งานและภาษา HTML ผิดพลาด ไม่ได้เป็นปัจจัยในการจัดอันดับเว็บไซต์

เว้นเสียแต่ว่า...

ข้อผิดพลาดเหล่านั้นไปขัดแย้งกับ Google spiders และหน้าดัชนี ถ้าคุณอยากอยู่ในอันดับที่ดีแต่มี HTML ผิดพลาดและทำการแก้ไขพวกเขาโดยจะมีการรายงานไว้ใน Google Webmaster Tools

#14 – ความยาวของ URL (URL Length)

เป็นที่เชื่อกันว่าความยาว URL ของคุณส่งผลด้านลบต่อการจัดอันดับเว็บไซต์

ตอนนี้ได้รับการรับรองจาก Google แล้วว่าไม่เป็นความจริง แต่ก็แจ้งเตือนว่าถ้าคุณใช้ Hash '#' ไว้ใน URL Google จะไม่ทำการจัดทำดัชนี

#15 – การสะกดคำและการใช้ไวยากรณ์ (Spelling Grammar)

การสะกดคำผิดและการใช้ไวยากรณ์ที่ไม่ถูกต้องส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณหรือไม่?

คำตอบ คือ "ไม่ส่งผลแต่อย่างใด" อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นทั้งหมด

โดยที่ Google ได้อธิบายไว้ว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใดในการสะกดคำผิดและการใช้ไวยากรณ์ที่ไม่ถูกต้องแต่อาจจะมีปัญหากับผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณ

ถ้าบทความของคุณเต็มไปด้วยการสะกดคำผิดและไวยากรณ์ที่แย่มากจริงๆ คุณจะได้รับผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือจากผู้ชมของคุณ นี่เป็นส่งผลกระทบด้านลบอย่างเดียวที่คุณได้รับ

#16 – ข้อมูลทางธุรกิจที่เป็นจริงของคุณ (Real Business Information)

ตรวจดูให้แน่ใจว่าข้อมูลธุรกิจของคุณเป็นปัจจุบันเพราะส่งผลต่อการทำ Local SEO ของคุณอย่างมาก สิ่งนี้รวมถึงข้อมูลต่างๆ นี้
  • NAP ชื่อ,ที่อยู่,หมายเลขโทรศัพท์ (name, address, phone number)
  • รายการข้อมูลธุรกิจของคุณใน Facebook, Google My Business & หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง
คุณควรใส่ใจกับข้อมูลนี้ในแต่ละเว็บไซต์ด้วย เป็นสิ่งที่คุณต้องให้บริการลูกค้าของคุณ

#17 – โฆษณาแทรก (Interstitial Ads)

โฆษณาแทรกที่เด้งขึ้นมานั้นที่ให้ผู้ใช้หรือเข้าชมเว็บไซต์เห็นก่อนที่จะได้อ่านบทความ พวกมันสามารถปรากฎขึ้นมาก่อนที่โหลดหน้าเพจ เมื่อโหลดหน้าอยู่หรือเมื่อผู้ชมกำลังทำการเลื่อนหน้าเพจ

Google ไม่ชอบการล่วงล้ำด้วยการโฆษณาแทรก

โฆษณาเหล่านี้จะทำผู้เข้าชมเว็บไซต์ไม่ค่อยชอบมากนักและพวกมันก็จะส่งผลด้านลบในการทำ SEO ของคุณ

#18 – การใส่ Affiliate Links ที่เยอะเกินไป (Too Many Affiliate Links)

Google กับ Affiliate เจ้าอื่นๆ ไม่ค่อยเข้ากันหรือถูกโฉลกกันนัก โดยส่วนมากโปรแกรม Affiliates จะส่งผลเสียมากกว่าในสายตาของ Google พวกเขามองว่าเป็นแหล่งที่พวกสแปมจำนวนมากและเว็บไซต์คุณภาพต่ำ

การใส่ Affiliate Links ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ถ้าคุณทำการสแปมด้วย Affiliate Links ทั่วทั้งบทความของคุณ คุณกำลังวิ่งเข้าสู่ความยุ่งยากแน่นอน

ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด คุณก็ควรใส่ nofollwing ในทุกๆ Affiliate Links ของคุณด้วย

ปัจจัยส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ระดับหน้าเพจ

ปัจจัยระดับเว็บไซต์


รายการของปัจจัยระดับเว็บไซต์สามารถส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณทั้งทางด้านบวกหรือด้านลบ ปัจจัยเหล่านี้ได้ทำเปลี่ยนแปลงคุณก็สามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในอันดับที่ดีได้

ปัจจัยด้านบวก


#1 – ความน่าเชื่อถือของโดเมน (Domain Trust)

ถ้าโดเมนที่คุณใช้มีประวัติที่ดีก็จะเป็นที่น่าเชื่อถือเป็นอย่างมากในสายตาของ Google

ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์สามารถที่จะทำให้ได้รับการจัดอันดับที่ดีกว่าเว็บอื่นๆ ความน่าเชื่อถือเป็นตัวชี้วัดที่รวมไปถึงการมีลิงค์จากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือด้วย

#2 – เว็บไซต์มีหน้าติดต่อเรา (Contact Us)

ตามที่ Google ได้บอกไว้ว่า...

เว็บไซต์ควรมีข้อมูลสำหรับการติดต่อไว้ด้วยเพื่อช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์มากขึ้น

#3 – เว็บไซต์ควรมีหน้านโยบายความเป็นส่วนตัวและเงื่อนไข (Privacy Policy & Terms)

การมีหน้าเพจนโยบายความเป็นส่วนตัวและเงื่อนไขในการใช้เว็บไซต์ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ เช่น ถ้าคุณได้ติด Google Adsense ให้คุณใช้หน้าเหล่านี้อธิบายเพื่อแสดงความน่าเชื่อถือ

นี่จะเป็นการแนะนำตัวที่อาจจะเป็นบทความที่ซ้ำ แต่ Google ไม่สนใจขอให้มีหน้านโยบายส่วนตัวและเงื่อนไขไว้ในเว็บไซต์ก็พอ จะส่งผลดีแน่นอน

#4 – หน้าเกี่ยวกับเรา (About Us Page)

ถ้าคุณมีหน้าติดต่อเราและหน้านโยบายส่วนตัวช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ได้มากในสายตาของ Google ดังนั้นก็อย่าละเลยใส่รายละเอียดข้อมูลของเว็บไซต์ในหน้าเกี่ยวกับเราไว้ด้วย

#5 – โครงสร้างเว็บไซต์ (Site Structure)

การจัดเว็บไซต์ของคุณเป็นแบบโครงสร้างเว็บไซต์หน้าเดียวสส่งผลด้านบวก ผู้ชมเว็บไซต์จำนวนมากชอบเว็บไซต์ที่มีหน้าไม่สลับซับซ้อนมากนัก คือมีหน้าเว็บไซต์ชั้นเดียว (Flat Structure) แบบนี้ - domain.com/post-name

แต่มันจะดีมากๆ ถ้ามีหน้าเว็บไซต์หน้าเดียว (Silo Structure) เลย

ที่เป็นเฉพาะเรื่องนั้นๆ เหมือนแบบนี้ -
domain.com/seo/google-ranking-factor

หรือแบบนี้
domain.com/social-media/facebook-marketing

แต่ความสำคัญจะมากกว่าโครงสร้าง URL

Google มองที่จำนวนการคลิกจากหน้าโฮมเพจไปยังหน้าปลายทาง นี่เป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณาเมื่อมีสองเว็บไซต์มีปัจจัยที่เท่ากัน

#6 – ความสดใหม่เว็บไซต์ (Site Freshness)

ความใหม่สดของเว็บไซต์ส่งผลต่อระดับหน้าเพจ มันยังส่งผลต่อระดับโดเมนอีกด้วย
ทำให้เว็บไซต์ของคุณสดใหม่และอัพเดทเป็นปัจจุบันตลอดเวลา

#7 – จำนวนหน้าเพจ (Number Of Pages)

จำนวนหน้าเพจของเว็บไซต์ อย่างไรก็ตาม...

หน้าที่ได้รับการจัดทำดัชนีจำนวนมากนั้นหมายความคุณมีโอกาสได้จัดอันดับด้วยคีย์เวิร์ดที่แตกต่างในแต่ละหน้านั้น และเป็นสิ่งดึงดูดให้เว็บไซต์อื่นอยากลิงค์มาหาอีกด้วย

#8 – แผนที่เว็บไซต์แบบ XML (XML Sitemap)

การมีแผนผังเว็บไซต์จะช่วยให้ Google สำรวจเว็บไซต์คุณได้ง่ายขึ้น แต่ไม่รับประกันว่า Google จะทำการจัดทำดัชนีทุกหน้าใน sitemap ของคุณ

แต่มันก็ช่วยให้ทุกหน้าในเว็บไซต์ของคุณได้ถูกสำรวจ อย่างไรก็ตามไม่มี sitemap ก็ไม่ส่งผลด้านลบแต่อย่างใดถ้าโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณถูกต้องและ Google สามารถทำการสำรวจเว็บไซต์ได้ถูกต้อง

#9 – แผนผังเว็บไซต์แบบ HTML (HTML Sitemap)

เมื่อแผนผังแบบ XMLแล้ว คุณสามารถใส่แผนผังแบบ HTML sitemap ด้วย ถึงแม้ว่านี่จะเป็นวิธีการทำแบบเก่าๆ ที่ไม่ค่อยเห็นในขณะนี้

แต่ก็สามารถช่วยให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์ของคุณและ Google bots เข้าใจเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายมากขึ้น

#10 – ตำแหน่งที่ตั้งของ Server (Server Location)

ตำแหน่งที่ตั้งของ Server ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ถ้าคุณสามารถกำหนดภูมิศาสตร์เป้าหมาย คุณสามารถทำสิ่งนี้ได้ใน webmaster tool หรือ ccTLD

มันส่งผลเพียงเล็กน้อยตามที่ Google บอกไว้

#11 – การเข้ารหัสความปลอดภัย (HTTPS/SSL)

Google ได้ประกาศออกมาเป็นทางการแล้วว่าการใช้ HTTPS เป็นปัจจัยในการจัดอันดับ SEO

ถึงแม้ว่าในตอนนี้มันจะส่งผลเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าคุณได้ใช้มันเป็นสัญญาณที่ดีในการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณแน่นอน

เมื่อคุณทำการเปลี่ยนเส้นทาง redirect จาก http address ทั้งหมด ไปเป็น https address ด้วยการทำ 301 redirects ในเว็บไซต์

#12 – การใส่เครื่องมือใช้นำทางในเว็บไซต์ (Breadcrumb Rich Snippets)

การมี breadcrumb เพื่อชี้นำทางในเว็บไซต์ของคุณจะช่วยในด้านสถาปัตยกรรมของเว็บไซต์

breadcrumb

และมันจะดียิ่งกว่าถ้า RichSnippet ได้แสดง Breadcrumb อยู่ด้วย

rich snippets คือ

#13 – การทำหน้าเพจให้รองรับกับมือถือ (Mobile Optimisation)

ถ้าคุณมีหน้าเว็บไซต์ที่ออกแบบได้ตอบสนองและแสดงผลได้ดีบนมือถือหรืออุปกรณ์เคลื่อนที่ มันจะส่งผล
ดีมาก

Google ได้แนะนำเกี่ยวกับ Mobile First Indexing  และเครื่องมือทดสอบ Mobile Friendly และเครื่องมือทดสอบ Mobile pagespeed

#14 – แท็กที่ระบุตัวภาษา (Hreflang)

Hreflang tags ( เมื่อใช้อย่างถูกต้อง ) เป็นการจัดการบทความด้วยภาษา

แท็กเหล่านี้ช่วยแยกภาษาที่หลากหลายเป็นหนึ่งภาษาหรือเลือกมาหนึ่งภาษาหลักเมื่อบทความมีหลายภาษา

ถึงแม้ว่า Hrefland  tags ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่ออันดับ SEO ของคุณ แต่ถ้าคุณมีเว็บไซต์ที่เป็น international มันเป็นสิ่งสำคัญที่คุณจะต้องทำให้หน้าเว็บเพจมีภาษาที่ถูกต้องกับผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์คุณ

สัญญาณด้านลบ


#1 – เว็บไซต์ที่ล่ม (Site Downtime)

เพียงหนึ่งวันหรือสองวันที่เว็บไซต์เกิดการล่มจะไม่มีผลกระทบต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณ
อย่างไรก็ตาม...

Google จะลบเว็บไซต์ของคุณทั้งหมดถ้าคุณปล่อยให้เว็บไซต์ล่มหรือไม่ทำงานประมาณหนึ่งอาทิตย์หรือมากกว่านั้น

วิธีการที่ดีคุณควรทำการ Backup เว็บไซต์คุณและทำให้กลับมาทำงานโดยเร็ว - Google ก็จะทำให้มันกลับมาเป็นปกติ

#2 – Meta ของบทความซ้ำกัน (Duplicate Meta Content)

เราได้บอกแล้วว่าการมีหัวข้อ (Unique Title)และคำอธิบาย (Meta Description) ที่เฉพาะมีความสำคัญอย่างไร

การมีข้อมูล meta ที่ซ้ำกันอยู่ในเว็บไซต์ของคุณส่งผลด้านลบต่อการจัดอันดับเว็บไซต์

#3 – ไม่ปรับเว็บไซต์ให้รองรับการใช้งานกับมือถือ (Not Optimized For Mobile)

ในขณะที่การออกแบบเว็บไซต์ไม่เหมาะกับการใช้งานจะมีผลด้านลบต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณในผลการค้นหาบน Desktop

การทำให้เว็บไซต์ตอบสนองหรือรองรับการใช้งานกับมือถือก็มีความสำคัญเหมือนกันที่จะแสดงในหน้าจอมือถือและในผลการค้นหาของมือถือ

#4 – เว็บไซต์ตอบสนองต่อผู้เข้าชมที่แย่ (Poor User Engagement)

Google รู้ว่ามีคนจำนวนเท่าไหร่เข้าชมหน้าเพจและใช้เวลานานแค่ไหนในการเข้าชมหน้าเพจแต่ละเพจ และรู้ด้วยว่าผู้เข้าชมคลิกออกหรือยังเข้าอ่านบทความอยู่ในหน้าเพจนั้น พวกเขารู้ถึงขนาดว่าคุณได้ติดตั้ง Google Analytics หรือไม่

เว็บไซต์ที่มีองค์ประกอบไม่เหมาะสมต่อผู้ใช้งานหรือเข้าชมเว็บไซต์ เช่น:
    มีอัตราการโผล่ของ Pogo มากเกินไป (High pogo rates)
    มีอัตราการคลิกออกจากหน้าเพจสูง (High bounce rate)
    ใช้เวลาน้อยในการอ่านหน้าเพจหรือเข้าเยี่ยมชม (Low time on site)
    ใช้เวลาในการโหลดหน้าเพจที่ช้าเกินไป (Slow load times)
ทั้งหมดจะส่งผลด้านลบต่ออันดับของเว็บไซต์

#5 – การจัดการระดับหน้าเพจ (Pagerank Sculpting)

การจัดการระดับหน้าเพจมีวิธีปฏิบัติตามนี้
    การใส่ Nofollowing ในลิงค์ออก (Outbound links) ทั้งหมด
    การใส่ Nofollowing ในลิงค์ภายใน (internal Links)
นี่เป็นการทำเพื่อควบคุมระดับของหน้าเพจ ถ้าคุณไม่ทำอาจจะทำเกิดปัญหาขึ้นได้

#6 – รีวิวด้านลบ (Negative Reviews)

ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีชื่อเสียงในทางไม่ดีอยู่บนเว็บไซต์เหล่านี้
  • Yelp.com
  • RipOffReport.com
  • Google Places
คุณจะได้รับผลกระทบด้านลบที่ยาวนานแน่ๆ

นี่เป็นวิธีการหลังจากที่ได้รับผลกระทบนั้น บางคนใช้วิธีการที่ชาญฉลาดจัดการกับปัญหานี้เพื่อให้ได้ชื่อเสียงที่ดีกลับคืนมา โดยการสร้างสัมพันธ์อันดีกับผู้ชมหรือผู้ใช้งานเว็บไซต์

#7 – โฆษณาโผล่มากเกินไป (Adverts Above The Fold)

ถ้าโฆษณาบนเว็บไซต์ของคุณมีมากเกินไป และโฆษณา (Adverts) นั้นโผล่มาหรืออยู่ทับหน้าเพจหรือบทความมากเกินไปจนเป็นที่น่ารำคาญจากหน้าบทความหลัก คุณจะ

#8 – การลงโทษจาก Panda (Panda Penalty)

Googel ได้ระบุเป้าหมายว่าเว็บไซต์ใดเป็นเว็บไซต์คุณภาพต่ำด้วย Panda update

ถ้าเว็บไซต์ของคุณได้ถูกลงโทษคุณก็จะเห็นว่าอันดับเว็บไซต์ของคุณในผลการค้นหาลดลงเป็นอย่างมาก

ปัจจัยส่งผลต่ออันดับ seo ระดับเว็บไซต์

ปัจจัยจาก Backlink


รายการของ Backlink มีความสัมพันธ์กับปัจจัยในการจัดอันดับเว็บไซต์โดยสามารถที่จะส่งผลทั้งด้านบวกหรือด้านลบ ให้คุณใส่ใจในการสร้างลิงค์ซึ่งเป็นปัจจัยที่สามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณได้รับความแตกต่างจากคู่แข่ง

สัญญาณด้านบวก


#1 – จำนวนของลิงค์ (Number Of Links)

จำนวนของเว็บไซต์ที่ลิงค์กลับมายังเว็บไซต์คุณเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการจัดอันดับเว็บไซต์

จำนวนช่วยได้ในเงื่อนไขของจำนวนโดเมนที่ลิงค์มา

#2 – ตัวอักษรกำกับลิงค์ (Anchor Text)

anchor text ของ Backlink ช่วยให้ Google เข้าใจหัวข้อของเพจลิงค์

คุณควรผสมคำโดยทั่วไปและคีย์เวิร์ดลงไปด้วยเพื่อทำให้ชัดเจนต่อ Penguin Google

#3 – ลิงค์ในหัวข้อ (Link Title)

การมีลิงค์ในหัวข้อช่วยชี้วัดหัวข้อของหน้าเว็บเพจถึงแม้ว่าจะมีสัญญาณที่ดีน้อยกว่าการใช้ Anchor Text

แต่ถ้าคุณสามารถได้รับลิงค์จากเพจที่มีคีย์เวิร์ดที่เป็นเป้าหมายของคุณมาจากหัวข้อและ anchor text - นั่นเป็นพลังที่ดีมากๆ

#4 – ได้รับลิงค์จากโดเมนและหน้าเพจที่เกี่ยวข้อง (Domain & Page Relevancy)

ลิงค์ที่มาจากโดเมนและ/หรือหน้าเพจที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของคุณ เป็นลิงค์ที่มีคุณค่ามากกว่าลิงค์ที่มาจากโดเมนและ/หรือหน้าเพจที่ไม่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของคุณ

ยกตัวอย่างเช่น:

คุณคงไม่ต้องการลิงค์จากบล็อกนี้ของผม ถ้าเว็บไซต์ของคุณขายสินค้าแฟชั่นออนไลน์

ในทางกลับกันการได้รับลิงค์จากเว็บไซต์ที่เป็นเกี่ยวกับการทำ SEO กลับมายังบล็อกของผมมีค่าอย่างมาก

#5 – คำรอบข้างลิงค์ (Link Sentiment)

คำรอบข้างลิงค์
  1. มันช่วยให้ Google ทำงานได้ง่ายขึ้น
  2. มันช่วยให้ Google ทำงานได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นการอ้างถึงลิงค์ที่เป็นด้านบวกหรือลิงค์ด้านลบ
ดังนั้นคุณก็ควรที่จะสื่อความหมายตัวหนังสือรอบๆ บริเวณลิงค์ให้สัมพันธ์ด้วย

#6 – คีย์เวิร์ดในหัวข้อ (Keyword In Title)

ลิงค์จากหน้าเพจที่เหมือนกันหรือมีความสัมพันธ์กันด้วยคีย์เวิร์ดในหัวข้อทั้งหมด มีคุณค่าเป็นอย่างมากที่คุณจะต้องมี

#7 – พลังโดเมน (Domain Authority)

การได้รับ backlinks จากโดเมนด้วยระดับที่สูงกว่ามีพลังและมีความน่าเชื่อถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ใช้จัดอันดับเว็บไซต์ที่คุณควรต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ

#8 – พลังหน้าเพจ (Page Authority)

พลังหน้าเว็บเพจทั้งหมดที่คุณได้รับจากลิงค์ที่มาจาก SEO

ลิงค์ที่มาจากหน้าเพจที่มีพลังมากๆ จากโดเมนที่มีพลังมากด้วย ถือว่าเป็นสุดยอดของ Backlinks

#9 – อายุของ Backlink (Age Of Backlink)

Google ได้เคยแจ้งสิทธิบัตรอายุของ Backlink ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

กล่าวสั้นๆ เลยก็คือ backlinks เก่าๆ มีพลังมากกว่า backlinks ที่สร้างขึ้นมาใหม่

#10 – C-Class IP’s

จำนวนลิงค์จากโดเมนที่นับแยกเป็นระดับ C (class-c IP’s.) เพียงอย่างเดียว

คุณต้องการลิงค์จากโดเมนที่แตกต่างกันจำนวนมากและหลากหลายระดับ IP เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

#11 – ความหลากหลาย (Diversity)

ถ้าคุณได้รับ Backlinks มาจากหลากหลายที่ 

การที่เว็บไซต์จะขึ้นอันดับ 1 "ชนิดลิงค์" ยกตัวอย่างเช่น มีผู้เข้าชมโพสต์ (guest post) หรือลิงค์แบบ guest post เป็นชนิดลิงค์ที่คุณจะต้องทำการผสมผสานชนิดลิงค์ที่มาจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องและเว็บไซต์ที่มีพลังมากๆ อย่างหลากหลาย

#12 – หน้าเพจที่แข่งขัน (Competing Pages)

ลิงค์จากหน้าเพจที่ติดอันดับอยู่ใน 10 อันดับแรกที่เป็นเป้าหมายของคุณ หรือคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง ผู้เข้าชมจะช่วยเพิ่มอันดับหน้าเพจของคุณ ดังนั้นคุณควรพุ่งเป้าไปที่การสร้างลิงค์จากเว็บไซต์เหล่านี้

#13 – พลังของโซเชียล (Social Authority)

ลิงค์จากหน้าเพจที่ได้รับการจำนวนการแชร์จำนวนมากใน Social มีคุณค่ามาก ดังนั้นการรวมในส่วนนี้เข้าไปในการสร้างลิงค์ของคุณ จะทำให้เว็บไซต์ของคุณดูดีสำหรับการสร้างลิงค์

#14 – ผู้เข้าชมเว็บไซต์โพสต์ (Guest Posting)

John Mullers ได้กล่าวว่า guest posting ได้มีลิงค์กลับมายังเว็บไซต์ของคุณแบบ "nofollow"

เชื่อได้ว่าผู้ที่มาเข้าชมที่เว็บไซต์ของคุณแบบ no follow เป็นลิงค์ในแบบที่เขาต้องการเข้ามาเยี่ยมชม

#15 – ลิงค์จากหน้าโฮมเพจ (Homepage Links)

ลิงค์ที่มาจากหน้าโฮมเพจของเว็บไซต์มีพลังมากๆ

นี่เป็นเพราะว่าลิงค์อื่นๆ ที่เคยพบไม่ค่อยมีมาจากหน้าโครงสร้างโฮมเพจ

#16 – ลิงค์จากเนื้อหาหรือบทความ (Contextual/Editorial Links)

ลิงค์ที่ได้รับมาจากบทความหลักของหน้าเพจเป็นที่รู้ว่าลิงค์จากเนื้อหาหรือบทความ 
ลิงค์เหล่านี้มีน้ำหนักคะแนนมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับลิงค์แบบอื่นๆ 

ลิงค์จากบทความเป็นลิงค์ที่มีพลังมากกว่าลิงค์จากส่วนท้ายจากหน้าเดียวกัน

#17 – ลิงค์จากบทความของผู้ชม (User Generated Content Links)

Google รู้ถึงความแตกต่างระหว่างผู้อ่านบทความและผู้เป็นเจ้าของบทความ

ลิงค์จากเจ้าของเว็บไซต์บทความที่โพสต์มีพลังมากกว่า

#18 – การเปลี่ยนเส้นทาง (301 Redirects)

ลิงค์ที่มายังเว็บไซต์ของคุณโดยการทำการเปลี่ยนเส้นทาง 301 redirect เป็นลิงค์ที่มีพลังเหมือนกันกับลิงค์ปกติ คุณไม่ต้องคิดมากว่ามันถูกต้องไหม? นี่เป็นลิงค์ที่ถูกต้องแน่นอน

#19 – ลิงค์ที่มาจากวิกีพิเดีย (Wikipedia)

ถึงแม้ว่าลิงค์จาก wikipedia เป็นลิงค์แบบ Nofollow, Wikipedia Backlinks เป็นลิงค์ที่มีพลังสูงมาก

ถ้าคุณได้รับมายังเว็บไซต์ของคุณที่เป็นแหล่งข้อมูล คุณจะได้รับทราฟฟิกที่เป็นเป้าหมายของคุณอีกด้วย

#20 – ความเร็วที่ได้รับลิงค์ (Positive Link Velocity)

ความเร็วของลิงค์เป็นตัวชี้วัดว่าคุณได้รับลิงค์จำนวนเท่าไหร่ในเวลานั้นๆ

มันส่งผลเป็นผลด้านบวกหรือความเร็วกลางๆ ดีกว่าลิงค์ที่ช้า

#21 – ลิงค์แบบ Nofollow (Nofollow Links)

John Muller อธิบายว่าลิงค์แบบ no follow ไม่ได้รวมอยู่ในอัลกอริทึม

ดังนั้นนี่หมายความว่าพวกมันก็ไม่ส่งผลลบต่อ SEO ของคุณ

#22 – จำนวนคำในหน้าเพจ (Word Count Of Page)

ลิงค์ที่มาจากหน้าเพจที่มีบทความมากกว่า 2,000 คำย่อมมีค่ามากกว่าหน้าเพจที่มีเพียง 100 คำ นี่คงจะช่วยเป็นข้อมูลให้คุณเมื่อทำการค้นหาเว็บไซต์เพื่อสร้างลิงค์

#23 – จำนวนลิงค์ออก (Number Of Outbound Links)

ลิงค์จากหน้าเพจที่มีจำนวนร้อยลิงค์ไปยังเว็บไซต์อื่น มีคุณค่าน้อยกว่าลิงค์จากหน้าเพจที่มีลิงค์เพียงเล็กน้อยไปยังหน้าเว็บไซต์อื่น

#24 – Sitewide Links

ลิงค์จาก sidebar ที่ปรากฎอยู่ในทุกๆ หน้าเพจของเว็บไซต์ปรับเป็นลิงค์เดียว

สัญญาณด้านลบ


#1 – ลิงค์ในกลุ่มไม่ดี (Bad Neighbourhoods)


การมีลิงค์จากเว็บไซต์ที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นลิงค์ไม่ดีจากเว็บไซต์ข้างเคียง ด้วยเหตุนี้ Google จะลดคะแนนเว็บไซต์ของคุณ

ถ้า Google พบว่าเครือข่ายบล็อกและเว็บไซต์ของคุณมีลิงค์จำนวนมากมาจากเน็ตเวิร์กนั้น

คุณกำลังมีปัญหา

#2 – Same C-Class

การมีลิงค์จำนวนมากจาก IP address ในระดับ C class เหมือนกันดูไม่เป็นธรรมชาติ

นี่เป็นการชี้วัดของการจัดการลิงค์

#3 – ได้รับการโพสต์จากผู้ชม (Guest Posting)

Guest posting เป็นวิธีการที่จะทำให้ได้รับ backlinks กลับมาที่เคยใช้ได้ผลมาสองปีแล้ว อย่างไรก็ตามการที่คุณทำการสแปมด้วยการ guest posting ก็จะได้รับการลงโทษจาก Google

ดังนั้นถ้าคุณได้เผยแพร่บทความที่คุณภาพต่ำออกไปเพื่อให้ได้ลิงค์จาก guest post

แน่ใจว่าคุณได้ใส่แบบ nofollowing ไว้หมดแล้ว Google กำลังลดคะแนนการจัดอันดับเว็บไซต์การกระทำด้วยวิธีการนี้

#4 – การแลกลิงค์ (Reciprocal Linking)

การแลกลิงค์เคยใช้ได้ผล แต่ผ่านมาหลายปีแล้วเทคนิคดังกล่าวจึงใช้ไม่ได้ผลแล้ว 

เพราะปัจจุบันดูได้จากแผนผังของลิง์และคุณควรจะหลีกเลี่ยงการแลกลิงค์

#5 – การซื้อลิงค์ (Buying Links)

คุณจะได้รับการลงโทษ ถ้าคุณถูกจับได้ว่าทำการซื้อลิงค์หรือสปอนเซอร์ลิงค์

กฎที่เป็นทางการบอกว่าคุณควรใส่ Nofollow tag กับลิงค์ทีี่คุณเสียเงินซื้อทั้งหมด - แต่เชื่อผมเถอะ ไม่มีใครทำตามที่ผมบอกแน่นอน

#6 – การขายลิงค์ (Selling Links)

ถ้าใครที่ชอบซื้อลิงค์อาจจะทำให้คุณได้รับผลเสียมากกว่าเหมือนๆ กับขายลิงค์ มีตัวอย่างจำนวนมากของเว็บไซต์ที่เรารู้จักทำการซื้อขายลิงค์และได้รับการลงโทษจาก Google

ย้ำอีกครั้ง นั้นเกิดเพียงครั้งเดียวถ้าคุณถูกจับ และคนบางคนอาจจะไม่ทราบมาก่อนอาจจะหลงเชื่อว่าการซื้อขายลิงค์จะส่งผลดี แต่ไม่ใช่เลย

#7 – ลิงค์จากโปรไฟล์ในการโพสต์ฟอรั่ม (Forum Profiles)

ลิงค์ที่มาจากโปรไฟล์เคยใช้ได้ผลดีเป็นอย่างมาก 

แต่อย่างไรก็ตามวิธีการนี้จะทำให้คุณได้รับการลงโทษ ถ้าคุณฝ่าฝืนกฏด้วยการใช้ Bot

#8 – ความเร็วที่ได้รับลิงค์เป็นลบ (Negative Link Velocity)

ความเร็วของลิงค์เป็นตัวชี้วัดคุณได้รับจำนวนลิงค์มามากหรือน้อยเมื่อเทียบกับเวลา

ความเร็วลิงค์ที่เป็นลบจะส่งผลเสียต่อการค้นหาเว็บไซต์ของคุณ

#9 – ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง (Linking Relevancy)

เว็บไซต์จะได้เปอร์เซ็นต์ที่สูงของลิงค์ที่มาจากลิงค์ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่สัมพันธ์กันกับเว็บไซต์จะถูกจัดอันดับที่ต่ำ ทำให้แน่ใจว่าลิงค์ที่คุณได้รับมายังเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บไซต์ที่สัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของคุณโดยเฉพาะ

#10 – การลงโทษของ Penguin (Penguin Penalty)

การลงโทษของ Google Penguin มีแนวโน้มว่าจะพุ่งเป้าไปที่ Backlink Profile ของคุณ
นี้สามารถที่จะส่งผลกระทบหน้าเพจและระดับโดเมนของคุณได้

ปัจจัยจัดอันดับเว็บไซต์ด้าน backlinks

ปัจจัยปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม


รายการของปัจจัยการปฎิสัมพันธ์กับผู้ชมนั้นสามารถส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณได้ อย่างที่รู้กันว่าการปฎิสัมพันธ์ของผู้ใช้หรือผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณเป็นขั้นตอนแรกที่จะส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google

สัญญาณด้านบวก


#1 – ระดับโดเมนที่ได้รับการคลิกผ่าน (Domain Level SERP Click Through Rate)

ถ้าโดเมนของคุณดึงดูดใจให้ได้รับการคลิก CTR ทั่วทุกหน้าเพจทั้งเว็บไซต์

คุณก็จะได้รับผลดีในการจัดอันดับเว็บไซต์เหนือกว่าคู่แข่งแน่นอน

#2 – ระดับหน้าเพจที่ได้รับการคลิก (Page Level SERP Click Through Rate)

หน้าเพจที่ได้รับการกดคลิก CTR ที่สูงในผลการค้นหาจะได้รับการจัดอันดับในอันดับที่ดี 

จำคำผมไว้ว่า นี่เป็นหนึ่งในปัจจัยของทั้งหมดที่ส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณมาก ให้คุณเลือกระหว่างการได้รับ Backlinks ที่ดีและเว็บไซต์ที่ได้รับการ SERP CTR ที่สูง 

 ผมจะเลือกการได้รับ CTR ที่สูงในทุกๆ วัน

#3 – อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ที่ต่ำ (Low Bounce Rate)

Google รู้ว่าหน้าเพจไหนที่คุณได้เข้าไปเยี่ยมชมและใช้เวลานานเท่าไหร่บนหน้าเพจเหล่านั้น ไม่ว่าเป็นเบราเซอร์อะไรที่คุณใช้หรือถ้าเว็บไซต์ของคุณมี Google Analytics 

อัตราการคลิกออกที่ต่ำ (Lower Bounce Rate) จะทำให้คุณมีผลการค้นหาที่ดีขึ้น

#4 – อ้ตราการตีกลับ (Dwell Time / Pogo Sticking)

Pogo Sticking เป็นเหตุการณ์เมื่อมีผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณและทำการคลิกกลับคืนมาที่หน้าผลการค้นหา


pogo sticking คืออะไร

Google วัดผลจากที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้อยู่บนหน้าเพจหลังจากได้เข้าชมเว็บไซต์จากหน้าการค้นหามายังเว็บไซต์คุณ

ถ้าผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณและไม่กดย้อนกลับมาที่หน้าผลการค้นหา

นี่แสดงว่าเป็นสัญญาณที่แน่ชัดที่ Google มองว่าหน้าเพจของคุณเป็นเพจที่มีคุณภาพ

#5 – หน้าเพจต่อผู้เข้าชมเว็บไซต์ (Pages Per Visit)

เว็บไซต์มีความสัมพันธ์กับผู้ใช้หรือผู้ชมเว็บไซต์ที่ใช้ระยะเวลายาวนานในการเข้าชมหรือเข้าชมหลายหน้าเพจก็จะได้รับการจัดอันดับที่สูง

ดังนั้นบทความที่มีคุณภาพและลิงค์ภายใน (Internal Links) เป็นส่วนที่จะส่งผลดีที่ชี้วัดหน้าเพจต่อผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณ

#6 – ทราฟฟิกที่ได้รับโดยตรง (Direct Traffic)

เว็บไซต์ที่ได้รับทราฟฟิกโดยตรงจำนวนมากเชื่อได้ว่ามีคุณภาพเว็บไซต์ที่สูงกว่าเว็บไซต์ที่ไม่ได้รับทราฟฟิกโดยตรง (ทราฟฟิกโดยตรง คือ การกดเข้ามาดูเว็บไซต์ของคุณ โดยใช้ชื่อ URL ตรงๆ เลย เช่น คุณใส่เว็บไซต์ www.indycreators.com ลงไปใน URL เพื่อเข้ามาตรงๆ)

#7 – ผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่กลับมาชมอีก (Returning Visitors)

เว็บไซต์ที่มีเปอร์เซ็นต์การกลับเข้ามาชมเว็บไซต์สูงเชื่อได้ว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพมากกว่าเว็บไซต์ที่ไม่ค่อยมีคนกลับเข้ามาชมอีกครั้ง

#8 – การได้รับการแสดงความคิดเห็น (Comments)

หน้าเพจที่ได้รับการมีปฏิสัมพันธ์จากผู้เข้าชมเว็บไซต์ในการแสดงความคิดเห็นเป็นสัญญาณที่ชัดว่าเป็นหน้าเพจที่มีคุณภาพและมีคุณค่ากับผู้เข้าชมเว็บไซต์

สัญญาณลบ


#1 – ระดับหน้าเพจที่ได้รับการคลิก (Page Level SERP Click Through Rate)

หน้าเพจที่ได้รับการคลิกที่ต่ำ (CTR ต่ำ) ในผลการค้นหาจะลดอันดับหน้าเพจของคุณลง ไม่ว่าจะเกิดจากปัจจัยต่างๆ ก็ตาม การที่คุณได้รับ Backlinks อยู่ ให้รักษาระดับ CTR ของคุณให้อยู่ในระดับที่สูง

#2 – ระดับโดเมนที่ได้รับการคลิก (Domain Level SERP Click Through Rate)

โดเมนที่ได้รับการคลิกที่ต่ำ (CTR ต่ำ) ในหน้าเพจที่อยู่ในเว็บไซต์ของคุณจะส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณด้วย

#3 – การตีกลับ (Dwell Time / Pogo Sticking)

Google วัดผลว่าถ้าผู้เข้าชมเว็บไซต์อยู่ในหน้าเพจหลังจากได้กดเข้ามาชมเว็บไซต์ของคุณจากหน้าผลการค้นหาของ Google 

ถ้าผู้เข้าชมเว็บไซต์คลิกกลับไปที่หน้าการค้นหาโดยเร็วนี่เป็นสัญญาณด้านลบที่แสดงว่าเว็บไซต์คุณไม่มีคุณภาพและไม่น่าสนใจที่จะทำให้ผู้เข้าชมอยู่ดูได้นานๆ

#4 – อัตราการคลิกออกที่สูง (High Bounce Rate)

เว็บไซต์ที่มีอัตราการคลิกออกที่สูงจะส่งผลด้านลบต่อเว็บไซต์ของคุณทัั้งหมด

นี่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า Google มองว่าเว็บไซต์ของคุณไม่ได้ให้คุณค่ากับผู้เข้าชมเว็บไซต์นั่นเอง

Google จะใส่ใจในรายละเอียดการมีปฎิสัมสัมพันธ์ของผู้เข้าชมเว็บไซต์เป็นอย่างมากและคุณก็ควรทำให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในเงื่อนไขเหล่านั้น

ปัจจัยอันดับเว็บไซต์ด้านปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งาน

ปัจจัยด้านพลังของโซเชียลมีเดีย


รายการของโซเชียลมีเดียมีความสัมพันธ์กับปัจจัยการจัดอันดับโดยสามารถส่งผลกระทบต่ออันดับเว็บไซต์ทั้งด้านบวกหรือด้านลบ คุณต้องใส่ใจในปัจจัยเหล่านี้แล้วคุณจะเห็นว่าอันดับเว็บไซต์ของคุณดีขึ้น

สัญญาณด้านบวก


#1 – Tweets

จำนวนของทวีตที่ได้รับ URL หรือ Domain จะส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ใน Google  ดังนั้นการสร้างกลยุทธ์การตลาดด้วยการใช้ทวิตเตอร์มีความสำคัญ

#2 – Facebook Shares

โดยทั่วไปคิดว่า Google ไม่มีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลของ Facebook แต่นั้นไม่ถูกต้องไปเสียทั้งหมด

จำนวนหน้าเพจของคุณที่ได้รับการแชร์ไปบน Facebook ส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณด้วย

นี่เป็นสัญญาณที่ดีบน Facebook

#3 – Facebook Comments

จำนวนของคอมเม้นต์ได้รับ URL ลงบน Facebook จะส่งผลต่อการจัดอันดับด้วย 

ถึงแม้ว่าจะมีความสำคัญน้อยกว่าการแชร์

#4 – Facebook Likes

Facebook Like ของ URL / Domain ได้รับการกด Like มีสัญญาณด้านบวกในผลการค้นหา SERPs. แต่รองมาจากการได้รับการแชร์และการได้รับการคอมเม้นต์

#5 – Pinterest Pins

การที่ URL ของเว็บไซต์คุณได้รับการ Pin และ re-pinned ในโปรแกรม Pinterest เป็นสัญญาณที่ดี แม้ว่าแพลตฟอร์มนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์มากนัก แต่มันก็น่าทดลองใช้ดู!

#6 – YouTube Links

เนื้อหาที่เป็นรายละเอียดของวิดีโอในยูทูป หรือลิงค์จาก Youtube ก็ส่งผลดีต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ 

นี่เป็นเพราะว่า Google เป็นเจ้าของ Youtube และเนื้อหาวิดีโอก็น่าจะมีความสำคัญและส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์บ้างไม่มากก็น้อย

#7 – เว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้อง (Relevancy)

เว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้องหรือใกล้เคียงกับเว็บไซต์ของเราส่งสัญญาณบนโซเชียลก็มีความสำคัญด้วย

ยกตัวอย่างเช่น:

การมีเว็บไซต์ที่เป็นผู้นำอยู่ในเว็บไซต์เกี่ยวกับด้านนี้ ที่มีความสัมพันธ์กับเว็บไซต์ในเรื่องเดียวกัน ได้พูดถึงเว็บไซต์ของเราบนโซเชียลมีเดียจะมีคุณค่าและส่งผลด้านดีกับเว็บไซต์เราเป็นอย่างมาก

#8 – ความเร็วบนโซเชียล (Positive Social Velocity)

เพียงคุณสามารถได้รับลิงค์บนโลกของโซเชียลอย่างรวดเร็ว คุณก็สามารถได้รับผลบวกบนโซเชียลมีเดียอีกด้วย

ผมได้ใช้วิธีการนี้ในการแก้ปัญหาของเว็บไซต์ตัวเองที่เคยถูกลงโทษด้วย Penguin ทำให้เว็บไซต์กลับมาอยู่ในอันดับที่ดีขึ้น

สัญญาณด้านลบ


#1 – ความเร็วด้านลบของโซเชียล (Negative Social Velocity)

ความเร็วด้านลบของโซเชียลจะส่งผลทำให้เว็บไซต์ของคุณมีอันดับตกลง

ยกตัวอย่างเช่น:

ถ้าคุณซื้อทวีตจำนวน 1,000 ทวีิตวันนี้และอีก 3 วันหลังจากนั้นจำนวน 900 ทวีตจะถูกลบ

นั้นจะส่งผลเสียหายเป็นอย่างมากต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณ

ผมแนะนำให้คุณแก้ไขจากการถูกลงโทษดังกล่าวเพื่อให้อันดับเว็บไซต์กลับมาคืนดวยการใช้ความเร็วด้านบวกของโซเชียล เป็นส่ิงที่จะช่วยแก้ไขให้อันดับเว็บไซต์คุณกลับคืนมา

ปัจจัยอันดับเว็บไซต์ด้านโซเชียลมีเดีย

ปัจจัยด้านแบรนด์


รายการของแบรนด์เป็นสัญญาณที่สามารถส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณไปในด้านบวกหรือด้านลบ การใช้แบรนด์ของคุณทำให้ Google Search Engine เร่งการจัดอันดับเว็บไซต์

สัญญาณด้านบวก


#1 – การใช้แบรนด์กำกับในลิงค์ (Branded Anchor Text)

ลิงค์แบบ anchor text ใส่แบรนด์ของคุณเข้าไปด้วยจะช่วยสร้างสัญญาณที่ดีกับ Google
การใส่ anchor text

ยกตัวอย่างเช่น : "indycreators seo คืออะไร"

มีพลังมากกว่าที่จะใช้คำว่า – "seo คืออะไร"

#2 – การใช้แบรนด์ในการค้นหา (Branded Searches)

ก็เหมือนๆ กับการใช้แบรนด์ anchor text เมื่อคนค้นหาบน Google search และได้ใส่ชื่อแบรนด์ของคุณลงไปผสมรวมกับคีย์เวิร์ดด้วยก็จะช่วยเร่งอันดับเว็บไซต์ของคุณ

ยกตัวอย่างเช่น

มีคนค้นหาด้วยคำว่า - indycreators SEO


brand search
เป็นการบอกกับ Google ว่าแบรนด์ของฉันมีความสำคัญในเรื่องเกี่ยวกับ SEO

#3 – การพูดถึง/ กล่าวอ้างถึงแบรนด์ (Brand Mentions / Citations)

การที่แบรนด์ของคุณได้รับการกล่าวถึงอย่างแพร่หลายด้วยคีย์เวิร์ดเป็นที่แน่ชัดว่าจะส่งสัญญาณที่ดีให้กับ Google
คุณสามารถใช้ Google search ดูว่า Google ได้เห็นอะไร-

citations คือ

#4 – การนำแบรนด์เข้าร่วมใช้งาน (Facebook & Twitter Presence)

แบรนด์ที่ได้รับความนิยมบน Facebook ก็จะได้รับสัญญาณที่ดีกับเว็บไซต์ตามไปด้วย พวกเขาใช้การได้รับการติดตามใน Facebook และ Twitter ในการเพิ่มสัญญาณที่ดีของโซเชียลเพื่อส่งทราฟฟิกให้กับเว็บไซต์

#5 - LinkedIn Company Page

แบรนด์ที่ได้รับความนิยมจะมีการทำโปรไฟล์ใน LinkedIn แสดงข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจ นี่จะแสดงเกี่ยวกับข้อมูลลูกจ้างของธุรกิจคุณด้วย

#6 - Social Activity

แบรนด์ที่ได้มีกิจกรรมบนโซเชียลมีเดีย มีปฎิสัมพันธ์กับผู้คนในโซเชียลและได้รับความนิยมมากกว่าแบรนด์ที่ไม่การเคลื่อนไหวหรือมีกิจกรรมบนโซเชียลมีเดียมากนัก

ดังนั้นคุณควรใส่ความพยายามในการสร้างกิจกรรมและมีปฎิสัมพันธ์กับแฟนๆ ของคุณในโซเชียลมีเดียให้บ่อยและมากขึ้น
SEMrush

#7 - Brick and Mortar Business

หลักการใหญ่ของการทำธุรกิจก็เหมือนกับการก่ออิฐและฉาบปูนไปทีละชั้น

ใส่ที่อยู่ของคุณในเว็บไซต์ในด้านล่าง ด้วยการใช้ Google My Business เป็นสัญญาณที่ดีอีกอย่างหนึ่ง

สัญญาณด้านลบ


#1 - รีวิวด้านลบ ( Nagative Reviews )

ถ้าแบรนด์ของคุณมีการชื่อเสียงที่ไม่ดีนักบนเว็บไซต์ เช่น
    Yelp.com
    RipOffReport.com
    Google Places
เว็บไซต์ของคุณก็จะได้รับการแขวนไว้นานทีเดียว

#2 - Low Brand Click Through Rate

ถ้ามีคนค้นหาแบรนด์ของคุณด้วยคีย์เวิร์ดแต่ไม่ได้คลิกเข้าไปในเว็บไซต์

นั่นเป็นสัญญาณด้านลบต่อแบรนด์

ปัจจัยอันดับเว็บไซต์ด้านแบรนด์

สรุปบทความ

คุณได้เรียนรู้ถึงปัจจัยที่ Google ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์มาทั้งหมดตามที่ผมได้เขียนไว้แล้ว
ด้วยสิ่งที่คุณได้เรียนรู้ดังกล่าว คุณก็สามารถที่จะนำไปใช้แก้ไขเว็บไซต์ของคุณให้ถูกตามหลักการของปัจจัยต่างๆ

สรุปย่อหัวข้อใหญ่ปัจจัยการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google ได้ตามนี้
    ปัจจัยระดับโดเมน (Domain)
    ปัจจัยระดับหน้าเพจ (Page Level)
    ปัจจัยระดับเว็บไซต์ (Site Level)
    ปัจจัยจากการสร้าง (Backlinks)
    ปัจจัยปฎิสัมพันธ์กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ (User Engagement)
    ปัจจัยด้านโซเชียลมีเดีย (Social Signals)
    ปัจจัยด้านแบรนด์ (Brand Signals)
ถ้าคุณยังไม่ได้ทำตามปัจจัยหลักตามที่กล่าวมา ให้คุณรีบทำและแก้ไขให้ถูกต้องตามปัจจัยเหล่านี้ และโปรดอย่าลืมว่า !

Google ไม่ได้มองที่ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเป็นหลักที่จะนำมาวัดผลในการจัดอันดับเว็บไซต์เท่านั้น
แต่จะมองที่สัญญาณต่างๆ เป็นภาพรวมทั้งหมด

แชร์ Facebook หรือ Tweet, LinkedIn - เพื่อดาวน์โหลดปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google ปี 2020 - PDF File.

แต่ Google ยังไม่ใช่ Search Engine เดียวที่ใช้ปัจจัยในการจัดอันดับเว็บไซต์ คุณควรให้ความสนใจไป
ที่ Search Engine อื่นๆ อีกด้วยอย่างเช่น Bing SEO 


คุณควรเรียนรู้บทความนี้อีกด้วย...