สุดยอดบล็อกสอนเทคนิคการหาเงินออนไลน์,การทำ Digital Marketing และการทำ SEO ฉบับมืออาชีพ- indycreators: การปรับแต่ง On Page SEO Checklist ปี 2020 เพื่อดันอันดับเว็บไซต์

2563-04-10

การปรับแต่ง On Page SEO Checklist ปี 2020 เพื่อดันอันดับเว็บไซต์



27 ปัจจัยในด้านล่างต่อไปนี้คุณจำเป็นจะต้องตั้งใจอ่านเป็นอย่างดีสำหรับการทำ On Page SEO ของคุณ ในปี 2020

ปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ส่งผลต่อ

ส่งผลโดยตรงต่อหน้าเว็บเพจของคุณ
มีผลต่อปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อหน้าเว็บเพจของคุณ

ผมแนะให้คุณพิจารณาด้วยตนเองว่าบางปัจจัยควรทำหรือบางปัจจัยอยู่เกินไปในสิ่งที่คุณจะทำได้

และในตอนท้ายของปัจจัยเหล่านี้ คุณจะได้อ่าน 5 ปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการทำ On Page SEO ที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณได้อันดับที่ดีขึ้นในหน้าผลการค้นหา นี่เป็นทางลัดที่เร็วที่สุด

27 ปัจจัยในการทำ On Page SEO เพื่อดันอันดับเว็บไซต์


ไปเริ่มทำการแก้ไขปรับปรุง On Page SEO ของคุณกันเลย

01: ใส่คีย์เวิร์ดหลักของคุณในจุดเริ่มต้นของหัวข้อบทความหลัก


การวางคีย์เวิร์ดเป้าหมายของคุณไว้ในจุดเริ่มต้นของหัวข้อหลักในบทความ ( Title Tag ) จะช่วยคุณได้มากในการทำให้ Search Engine เข้าใจได้ง่าย



นี่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควรพิจารณานำมาใช้ในการทำ On Page SEO

ทำไมนะหรือ?

เพราะว่ามันทำให้ Search Engine เห็นว่าหัวข้อหลักหรือเรื่องนั้นพูดเกี่ยวกับอะไร ภายในวินาทีแรกที่ไต่สำรวจเว็บไซต์ของคุณนั่นเอง

ถ้าคุณกังวลใจอยู่ว่าหน้าเว็บเพจของคุณอาจจะไม่ดีพอสำหรับผู้ชมเว็บไซต์ของคุณ

คุณสามารถใช้ Wordpress คุณและใช้โปรแกรม Yoast ในการช่วยตั้งค่าหัวข้อหลักที่แตกต่างสำหรับผู้อ่านและ Search Engine ให้เหมาะสมที่สุด ทำให้ปัจจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการสร้างคอนเทนต์ด้านการตลาดของคุณ

02: ใส่คีย์เวิร์ดใน H1 ของหน้าเว็บเพจ


แท็กทำให้แน่ใจว่าหัวข้อที่มีคีย์เวิร์ดผสมอยู่ส่งผลดีต่อการไต่สำรวจเว็บไซต์โดย Google

Google crawler จะไต่สำรวจดูว่ามีอะไรอยู่ภายใน HTML

เมื่อในหัวข้อไม่มีคีย์เวิร์ดเหล่านี้ผสมอยู่มันก็จะมองผ่านไป

คุณก็คงไม่อยากพลาดโอกาสนี้แน่ๆ

เว็บไซต์ที่เป็น wordpress จะมีหัวข้อนี้ให้คุณแบบอัตโนมัติ แต่ถ้าเป็นเว็บไซต์ที่เป็นแพลตฟอร์มแบบอืื่นๆ คุณอาจจะต้องใช้การแก้ไขด้วยตัวเอง

ไปดูตัวอย่างการใส่คีย์เวิร์ดใน H1 ตามรูปนี้:



คุณได้เพิ่มคีย์เวิร์ดไว้ในบริเวณการแก้ไขโพสต์บล็อกของคุณแล้วและการเพิ่ม H1 ไปที่หัวข้อ

จะเป็นดังนี้:


คุณสามารถที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับ Heading Tags ได้ที่ คำแนะนำจาก W3schools

03: การใส่คีย์เวิร์ดหลักเข้าไปใน URL ของคุณ


A google roundtable session ปี 2016 เปิดเผยว่า...

การใส่คีย์เวิร์ดหลักเข้าไปใน URL เป็นปัจจัยหนึ่งที่ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์

ถึงมีว่ามันจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลเพียงเล็กน้อยที่ใช้เป็นปัจจัยจัดอันดับเว็บไซต์ก็ตาม ผมพิจารณาแล้วว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEO ที่ดีที่คุณควรที่จะใส่คีย์เวิร์ดหลักเข้าไปใน URL ของคุณในทุกๆ หน้าเว็บเพจที่มีเสียแต่ตอนนี้เป็นต้นไป

คุณสามารถดูได้จากตัวอย่างเว็บไซต์ของผมได้ใส่คีย์เวิร์ดเข้าไปในทุกๆ URL


โปรดจำไว้ว่าแม้เป็นปัจจัยที่ส่งผลเพียงเล็กน้อย แต่มันช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในอันดับที่ดีขึ้นได้

04: ความยาวของ URL


โครงสร้างของ URL ที่สั้นและชัดเจนในบทความของคุณเป็นที่ชื่นชอบของ Search Engine

ทำไมนะหรือ?

นี่เป็นประโยชน์ที่จะทำให้ Search Engine ไต่สำรวจเว็บไซต์เพราะว่า

ช่วยให้ความชัดเจนให้หน้าเว็บเพจ
ใช้เวลาน้อยในการไต่สำรวจ Site map ของคุณ


และยังส่งผลดีต่อผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณอีกด้วย เพราะว่ามันง่ายต่อการจดจำ

05: ใส่คีย์เวิร์ดที่ต้องการลงไปในคำอธิบาย (Meta Descripiton)


Meta Description Tag เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ Google ให้คุณค่าด้วย 


การปรับแต่งคำอธิบาย (Meta description) ของคุณ:

ให้ข้อมูลภาพรวมที่ถูกต้องว่าหน้าเว็บเพจของคุณเกี่ยวกับอะไร
ใส่คีย์เวิร์ดหลักของคุณเข้าไปด้วย

สามารถช่วยเร่งการดันอันดับหน้าเว็บเพจของคุณได้เป็นอย่างมาก

ดังนั้นคุณไม่ควรละเลยในการใส่คีย์เวิร์ดหลักลงไปใน Meta Description ของคุณ

โปรดจำไว้ว่า : คุณยังสามารถใช้โครงสร้างแบบ data schema markups ทำให้ผลของคุณเหนือกว่าคู่แข่ง Schema Markups จะเป็นการเพิ่มตำแหน่งไหนเหมาะสม เพื่อให้คุณใส่ข้อมูลเพิ่ม เช่น การให้ดาว, ราคา, สต็อกสินค้าและการรีวิวเพื่อให้ดาว


06: โครงสร้างบทความที่ดูง่ายสำหรับผู้เข้าชมเว็บไซต์


เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การสร้างบทความของคุณ  บทความในเว็บไซต์ของคุณควรมุ่งเน้นไปที่ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน

นั่นหมายความว่าการจัดวางบทความในบล็อกของคุณและรูปแบบของบล็อกควรที่จะทำให้ค้นหาได้รวดเร็วและง่าย นำผู้ใช้งานไปที่บทความและหาคำตอบที่พวกเขาสอบถามได้

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผู้ใช้งานเป็นดังนี้:

ทำให้หัวข้อหลักและหัวข้อย่อยชัดเจน
ใส่รูปภาพและมองเห็นให้เสมือนจริง
การใส่ตัวอักษรในพารากราฟ
ตรงประเด็นและใช้กล่องตัวอักษร

คุณควรกำหนดเป้าหมายแผนการจัดวางบทความของคุณให้ง่ายต่อการอ่านและการใช้งาน

เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานหาคำตอบที่พวกเขาถามได้อย่างรวดเร็วและขจัดปัญหาที่พวกเขาต้องการได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ดูที่รูปภาพด้านล่าง:



คุณสามารถที่จะเห็นบทความของผมที่ประกอบด้วย

พื้นที่ว่าง (Lot of White space)
ง่ายต่อการอ่านหัวข้อ
ตรงประเด็น
รูปภาพ
ลิงค์

นี่จะทำให้บทความอ่านง่ายสบายตาและง่ายต่อผู้อ่านที่จะอ่านบทความนี้

อย่างเช่นที่คุณได้ทราบแล้วว่า On Page SEO คืออะไร?

ในบทความก่อนหน้านี้

ประสบการณ์ของผู้ใช้งานเว็บไซต์ของคุณเป็นเป้าหมายหลักที่ควรเน้นในการทำ On Page SEO

07: บทความเฉพาะ (Unique Content)
Search Engine ทำงานอย่างหนักเพื่อลดจำนวนบทความที่ซ้ำกันในหน้าผลการค้นหา นี่เป็นการรับประกันว่าจะไม่มีบทความที่เหมือนกันถูกจัดอันดับหน้าเว็บเพจโดยใช้คีย์เวิร์ดหลักเดียวกันถึงสองครั้ง

ถ้ามันตรวจจับบทความที่เหมือนกันจริงๆ ได้ในหลายเว็บไซต์, บล็อกโพสต์,หน้าหมวดหมู่, และหน้าสินค้า...


มีเพียงหน้าเดียวของหน้าเว็บเพจเหล่านั้นที่จะถูกจัดอันดับเว็บไซต์

มันเป็นไปไม่ได้ที่จะคาดเดาว่าเป็นหน้าเว็บเพจใด


ถ้าจำเป็นต้องมีบทความที่ซ้ำกันเล็กน้อยในเว็บไซต์คุณ เป็นไปได้ว่าควรเลี่ยงใช้คีย์เวิร์ดนั้นมาใส่

(ที่ไหนเว็บไซต์ของคุณที่มีบทความนั้นแล้ว มันก็จะลดอันดับเว็บไซต์ของคุณ ในส่วนสำคัญ)

ตามตัวอย่างวิดีโอที่อธิบายนี้ Rand Fishkin over On MOZ...

มันไม่ควรที่จะเป็นบทความเฉพาะเท่านั้น  มันควรที่จะเพิ่มคุณค่าแบบเฉพาะเจาะจง

ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าบทความของคุณกำลังสอนคนเกี่ยวกับการหุงข้าว มันก็ควรที่จะแสดงวิธีการใหม่ๆ ในการหุงข้าวและจะต้องไม่เหมือนบทความในบล็อกโพสต์อื่นๆ ที่ได้แสดงผลในอินเตอร์เน็ตมาก่อนแล้ว

08: ระดับการอ่านบทความ (Content Reading Level)


Google ได้กำหนดระดับการอ่านบทความเป็น:

พื้นฐาน (Basic)
ปานกลาง (Intermediate)
ก้าวหน้า (Advance)

ยึดเป็นหลักของระดับการอ่าน

จากจุดที่เป็น Copywriting ทั้งหมด ในระดับการอ่านขั้นต่ำสุดไปถึงระดับพื้นฐานเท่าที่เป็นไปได้ที่อยากแนะนำสำหรับเว็บไซต์โดยส่วนมาก นี่จะเป็นการรับประกันได้ว่าบทความของคุณได้เข้าถึงผู้อ่านเป็นจำนวนมาก

แต่ทั้งนี่ก็ขึ้นอยู่กับบทความของคุณที่ควรเปลี่ยนแปลง

นิตยสารทางวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าจะมีระดับของคนอ่านมากกกว่าเว็บไซต์อื่นๆ ที่เป็นเหมือนกับหนังสือพิมพ์ข่าวสารขนาดใหญ่และจุลสาร

นี่เป็นสิ่งที่ Google อนุญาติให้เราวัดค่าระดับการอ่านของพวกเรา

บางเรื่อง Google ได้ลบออก แต่นั้นก็หมายความว่ามีบางสิ่ง Google ได้ให้ความสำคัญและสนใจ

คุณสามารถที่จะใช้ Rank Math หรือ Yoast SEO Plugins เพื่อตรวจสอบดูระดับการอ่านในบทความของคุณได้ว่าอยู่ในระดับใด



และไม่คำนึงว่านี่จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลหรือไม่  -  แต่มันเป็นปัจจัยการตัดสินว่าผู้อ่านบทความของคุณ รู้สึกโดยตรงต่อเว็บไซต์ของคุณและส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์เหมือนกับปัจจัยอัตราการคลิกออกและ Bounce Rate นั่นเอง

09: ใส่คีย์เวิร์ดหลักในระหว่าง 50 คำหรือ 100 คำแรกของบทความ


ตามความเห็นของ SEO  คีย์เวิร์ดของคุณที่ปรากฎเร็วที่สุดในบทความ ทำให้ Search Engine ที่ไต่สำรวจบทความนั้นๆ รู้ได้ว่าบทความของคุณเป็นบทความที่เกี่ยวกับอะไร


บรรดานัก SEO มือใหม่และบล็อกเกอร์ลืมเรื่องพวกนี้ไป

ทำให้พวกเขาวางคีย์เวิร์ดหลักไว้ในตอนท้ายๆ ของบทความ หรือไว้ในตอนจบของบล็อกโพสต์

ดังนั้นคุณควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนที่โพสต์บทความของคุณลงบล็อกว่าคีย์เวิร์ดหลักของคุณอยู่ในระหว่าง 50 คำแรก ถึง 100 คำแรกหรือไม่

10. ใส่คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องในหัวข้อย่อย H2 


ใช้หัวข้อหลักสำหรับหัวข้อย่อยของคุณ โดยอนุญาตให้ Search Engine สร้างภาพที่ชัดเจนขึ้นในหน้าเว็บเพจของคุณ และหัวข้อย่อยที่คุณเขียนเกี่ยวกับ


นี่ไม่เพียงแต่เพิ่มโครงสร้างเว็บไซต์ในหน้าเว็บเพจของคุณให้กับ Search Engine เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ชื่นชอบบทความมากขึ้นไปอีกด้วย

11. LSI คีย์เวิร์ดในบทความ (LSI Keyword in Content)


LSI Keyword ช่วยให้ข้อความแวดล้อมในบทความของคุณ จะเป็นคำหรือวลีว่าเกี่ยวข้องกับหัวข้อที่คุณกำลังพูดอยู่

มีการโต้เถียงกันมากเกี่ยวกับ LSI Keyword ว่าส่งผลดีหรือไม่ ในขั้นตอนการทำ On Page SEO ที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้

ถ้าคีย์เวิร์ดเป้าหมายของคุณเป็น "ไมโครโฟนช็อตกัน" วลี LSI Keyword ของคุณก็อาจจะเป็น:

ไมโครโฟนช็อตกันที่ดีที่สุด
การติดตั้งไมโครโฟนช็อตกัน
ไมโครโฟนช็อตกันราคาถูก
Boya ไมโครโฟน

แทรก LSI Keyword เหล่านี้ที่หลากหลายเข้าไปให้ทั่วในบทความของคุณ ทำแน่ใจว่ามันเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันกับบทความ

และก็ยังช่วยเพิ่มทราฟฟิกให้กับเว็บไซต์ของคุณจากคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง

12: บทความที่ประกอบไปด้วยคำพ้อง


มันมีความเป็นไปได้ที่หน้าเว็บเพจที่ถูกจัดอันดับด้วยคีย์เวิร์ดหลักอาจไม่ใช่ที่ต้องการ

นี่เป็นการใช้ความหมายของคำค้นหา "Semantic Search"

เป็นการที่จัดอันดับหน้าเพจไหนสำหรับคำพ้องของหัวข้อหลักในหน้าเพจนั้น

นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ สำหรับหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความอื่นๆ ที่เแตกต่างในการออกเสียงและการสะกด

ยกตัวอย่างเช่น...

"ตู้เย็น" และ "เครื่องทำความเย็น" ทั้งสองคำนี้เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่เหมือนกัน แต่ Google จะเลือกจัดอันดับบทความที่เน้นคำว่าตู้เย็นและก็จะจัดอันดับบทความที่มีคำว่าเครื่องทำความเย็นอีกด้วย


การวิเคราะห์คีย์เวิร์ด เพื่อหาคีย์เวิร์ดหลักที่จะใช้ในบทความนั้นยากและปริมาณการค้นหาสามารถที่จะใช้คำพ้องช่วยเพิ่มทราฟฟิกให้กับเว็บเพจด้วยการใช้คีย์เวิร์ดที่หลากหลายได้

13. การใช้คีย์เวิร์ดที่ระบุการค้นหา (Keyword Order)


คีย์เวิร์ดที่ระบุในการค้นหามันจะปรากฎในหน้าเว็บเพจและส่งผลต่อการจัดอันดับหน้าเว็บเพจของคุณ

ผู้คนใช้เงื่อนไขที่หลากหลายในการค้นหาอยู่บ่อยๆ ถึงแม้ว่าพวกเขาก็มีความตั้งใจที่จะค้นหาสิ่งที่เหมือนกัน

ดังนั้นมันจึงมีความสำคัญที่คุณจะต้องใช้คีย์เวิร์ดที่ครอบคลุม

ผมจะยกตัวอย่างให้คุณดู...

กลุ่มของคนที่กำลังมองหาที่จะซื้อหนังสือ - ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เขียนโดย ยูอาร์โนวัล ฮิลารี ถ้ามีคนสี่คนที่จะระบุการค้นหา พวกเขาก็อาจจะใช้คีย์เวิร์ดที่แตกต่างกันตามนี้

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ยูอาร์โนวัล
ยูอาร์โนวัล ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เขียนโดย ยูอาร์โนวัล
ยูอาร์โนวัล ประวัติศาสตร์มนุษย์

ถึงอย่างไรก็ตามจริงๆ แล้วพวกเขาก็ต้องการในสิ่งเดียวกันทั้งหมด

นี่เป็นคำที่ใช้ค้นหาที่สามารถส่งผลต่อการจัดอันดับหน้าเว็บเพจในการค้นหาของคุณ

โดยเฉพาะคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันกันสูง

วิธีการนี้คุณควรใส่คีย์เวิร์ดที่ผสมกับคีย์เวิร์ดที่ดีใส่ลงไปอย่างหนาแน่นไปทั่วทั้งบทความของคุณเพื่อเป็นการปรับหน้าเว็บเพจให้ดีขึ้น

14. การใช้ลิงค์ออกไปภายนอก (Use Of Outbound links)


การใช้ลิงค์ออกไปภายนอกจากหน้าเว็บเพจของคุณสามารถช่วยทำให้ Search Engine ได้ตัดสินใจถึงคุณค่าของบทความทั้งหมดของคุณได้

การกล่าวอ้าง, อ้างอิงและการลิงค์กลับไปบทความวิจัยและกรณีศึกษาเกี่ยวกับหัวข้อที่คุณกำลังอภิปราย ช่วยเพิ่มพลังให้กับหน้าเว็บเพจของคุณ และแสดงถึงว่าคุณกำลังพยายามเพิ่มคุณค่าในหน้าเว็บเพจนั้นๆ

ทำให้แน่ใจว่าคุณใช้ Anchor text ที่เกี่ยวข้องและการใช้ Dofollow และ Nofollow (ตรวจสอบที่ Source Code)

โปรดทราบ: วางลิงค์ไปเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับบทความหรือเว็บไซต์ของคุณ

15. การสร้างลิงค์ภายในเว็บไซต์ (Internal Linking)


การสร้างลิงค์ภายในเว็บไซต์ (Internal Linking) เป็นหนึ่งในวิธีการหลายๆ วิธีของกลยุทธ์การทำ SEO และมันก็เป็นวิธีการที่คุณควรที่จะต้องทำด้วย

ลิงค์ภายในเว็บไซต์เป็นลิงค์จากหนึ่งหน้าเพจของเว็บไซต์ของคุณ มีลิงค์ไปยังอีกหน้าเพจหนึ่งในเว็บไซต์ของคุณ คุณควรใส่ Anchor text

ให้ดูตัวอย่างนี้จากหน้าเว็บเพจคีย์เวิร์ดคืออะไร? ของผม



เมื่อผมได้เขียนบางส่วนในบทความที่มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาคีย์เวิร์ด มันก็เป็น sense ง่ายๆ ที่ผมจะลิงค์ไปอีกหน้าเว็บเพจที่เป็นชนิดของคีย์เวิร์ดในเว็บไซต์ของผม

นี่เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับผู้อ่าน เพราะว่าเป็นการให้แหล่งข้อมูลเพิ่มเติมหรือข้อมูลพิเศษแก่ผู้อ่าน

แต่มันก็ยังมีบางสิ่งอีกด้วย

ที่มันช่วยทำให้เว็บไซต์ของผมไต่สำรวจได้ง่ายโดยมีการระบุจุดใหม่ๆ ในส่วนต่างๆ ในเว็บไซต์ผม

และถ้าบางหน้าเว็บเพจมีลิงค์ที่ดีมันก็จะทำให้เกิดการแชร์กันระหว่างหน้าเว็บเพจ

16. ลิงค์ยังใช้งานได้ (Working Link)


โปรดแน่ใจว่าลิงค์ภายนอก (External Link) และลิงค์ภายใน (Internal Link) ทั่วทั้งเว็บไซต์ของคุณยังทำงานได้ดีอยู่ และไม่เป็นหน้าเว็บเพจ 404

นี่ไม่เพียงแต่ทำให้ลิงค์เสีย แต่มันยังส่งผลเสียต่อผู้ใช้งานเว็บไซต์อีกด้วย นี่ก็จะส่งผลกระทบต่อมาตราวัดประสิทธิภาพเว็บไซต์อื่นๆ ไปด้วย

17. การจัดการรูปภาพด้วยการใส่คำอธิบาย (Optimized Image Alt Tags)


รูปภาพไม่ใช่แต่เกี่ยวกับการออกแบบเว็บเท่านั้น แต่คำอธิบายรูปภาพ (Alt Tag) จะช่วยให้ Google แปลความหมายรูปภาพของคุณบนหน้าเว็บเพจ

เพราะว่าการไต่สำรวจรูปภาพไม่สามารถที่จะแปลความหมายในทุกๆ รูปภาพได้แม่นยำ 100% มันก็จะเป็นการดีถ้าช่วยการไต่สำรวจรูปภาพด้วยการเพิ่ม tag เข้าไปในรูปภาพของคุณ

ดูรูปภาพด้านล่างเป็นตัวอย่าง:


หลายๆ รูปภาพในเว็บไซต์ที่ได้อัพโหลดลงไป จะตั้งค่ารูปภาพเป็นค่ามาตรฐานดังลักษณะนี้ :

IMG_DIGI_04367890.jpg

ไฟล์ที่ชื่อแบบนี้มันเป็นการยากที่ Crawler จะเข้าใจความหมาย

ให้แทนที่ด้วยการใช้ตัวอักษรเขียนอธิบายชื่อรูปภาพว่าคืออะไร เช่น

สถานที่ทำงานส่วนตัวของผม
Macbook และถ้วยกาแฟ
โต๊ะไม้กับ Laptop

คุณก็จะเข้าใจความหมาย (ตามตัวหนังสือ)

แท็กเหล่านี้คุณสามารถที่จะใส่คีย์เวิร์ดทีคุณต้องการเข้าไปได้ เพื่อช่วยเพิ่มความเกี่ยวข้องในหน้าเว็บเพจของคุณ

คุณสามารถที่จะโปรยคีย์เวิร์ดไปทั่วรูปภาพในหน้าเว็บเพจของคุณแต่อย่าใส่มากจนเกินไป

18. การทำเว็บไซต์รองรับมือถือ (Mobile Responsive Website)


ในปี 2015 Google ได้ลงโทษเว็บไซต์ที่ไม่รองรับกับมือถือ

นั่นหมายความว่าถ้าเว็บไซต์ของคุณไม่รองรับกับอุปกรณ์เคลื่อนที่ คุณก็จะไม่ได้รับการจัดอันดับที่สูงขึ้น

บวกกับข้อมูลที่ออกมาเพิ่มเติม Mobile First Index ในปี 2018


คุณสามารถที่จะทำการตรวจสอบได้ ถ้าเว็บไซต์ของคุณรองรับกับมือถือด้วยการใช้ Mobile Friendly Test Tool

19. ความเร็วของเว็บไซต์ (Fast Site Speed)


ในปี 2010 google ได้ประกาศว่า ความเร็วของเว็บไซต์เป็นปัจจัยหนึ่งที่ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์


เว็บไซต์ที่ช้าส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์และค่าใช้จ่ายในการจัดการเว็บไซต์ในระยะยาว

มันปัจจัยที่คุณควรที่จะใส่ใจ เพราะว่ามันอยู่ในการควบคุมของคุณและคุณก็สามารถที่จะทำการเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์ของคุณเองได้ภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง

20. ระบบความปลอดภัยเว็บไซต์ HTTPS (HTTPS Security)


ในปี 2014 Google ประกาศว่าเว็บไซต์ที่มีการเข้ารหัส HTTPS จะได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรก

และจากนั้นสัญญาณนี้ก็ถูกใช้เป็นปัจจัยหนึ่งตลอดมา

ถ้าเว็บไซต์ของคุณยังไม่มีการเข้ารหัส HTTPS ก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องเปลี่ยนเป็นเข้ารหัสได้แล้ว

21. เวลาที่ผู้ชมอยู่ในหน้าเว็บเพจ (Length of Dwell Time)


Dwell Time เป็นจำนวนเวลาที่ใครบางคนใช้เวลาอ่านบทความอยู่ในหน้าเว็บเพจของคุณ หลังจากที่เขาค้นหาเจอหน้าเว็บเพจของคุณจากหน้าการค้นหาแล้ว (Search Result)

ผมจะอธิบายให้คุณดูว่า ผมจะค้นหาจาก Google ด้วยคำว่า "วิธีการหุงข้าว"

มันก็จะแสดงผลจาก Google ผมก็จะคลิกเข้าไปดูในผลการค้นหาแรกเลย


มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเมื่อผมได้เข้าไปชมหน้าเว็บเพจ นี่เป็นหนึ่งในสามเหตุผลที่จะเป็นไปได้:
  1. ผมออกจากหน้าเว็บเพจนั้นในทันที: ผมจะมองดูบทความและพูดว่า "โอ้ว นี่ไม่ใช่สำหรับผม"
  2. ผมจะใช้เวลาเพียงหนึ่งถึงสองนาทีในหน้าเว็บเพจ: ผมจะทำการอ่านบทความแล้วคิด "Okay นี่อาจจะช่วยผมได้"
  3. ผมจะใช้เวลานานมากในหน้าเว็บเพจนี้: ผมจะอ่านบทความและคิด "ใช่เลย นี่แหละที่ผมต้องการ"
นี่จะช่วยให้ Google หรือ Search Engine อื่นๆ ตัดสินใจได้ว่าบทความนี้เป็นบทความคุณภาพ

ถ้าผู้เข้าชมหน้าเว็บเพจโดยส่วนมากออกโดยทันที หน้าเว็บเพจนั้นมันก็จะเป็นบทความที่ไม่มีคุณภาพ

ถ้าผู้เข้าชมใช้เวลาเพียงสองสามนาทีมันก็จะชี้เป็นค่าเฉลี่ยกลางๆ

และถ้าผู้เข้าชมเว็บไซต์ใช้เวลานานมากในหน้าเว็บเพจ มันก็จะชี้วัดว่าเป็นบทความที่ดีเยี่ยม

คุณสามารถปรับปรุงเวลาที่ผู้ชมอยู่ในหน้าเว็บเพจด้วยการทำการแก้ไขบทความให้มีคุณภาพและใช้เทคนิค SEO Copywriting ในการเขียนบทความของคุณ


22. อัตราการคลิกออกจากหน้าเว็บเพจ (Bounce Rate)


ประกาศอย่างเป็นทางการจาก Google อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ไม่ส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์

แต่ MOZ มีข้อมูลที่น่าสนใจบางอย่าง ที่เกี่ยวข้องกับการจัดอันดับเว็บไซต์ในอันดับที่สูงขึ้น

ถ้าคุณไม่รู้ว่าอัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์คืออะไร

ให้สังเกตว่ามีคนเข้าชมหน้าเว็บเพจจำนวนเท่าไหร่และออกจากเว็บเพจไปก่อนที่จะไปเข้าชมหน้าเว็บเพจอื่นๆ


คุณสามารถแก้ไขอัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์โดยการ -

ใช้กลยุทธ์การสร้างลิงค์ภายในเว็บไซต์ (Internal Linking Building Strategy)
เขียนบทความคุณภาพ
ใช้เทคนิค SEO Copywriting

คุณสามารถตรวจสอบอัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์คุณได้ที่ Google Analytics

23. ความยาวของบทความ (Lenght of Content)


บทความที่มีความยาวสม่ำเสมอมักจะได้รับความสนใจกว่าบทความที่มีรูปแบบสั้นๆ

ความจริงแล้วค่าเฉลี่ยของการโพสต์บล็อกความยาวบทความที่ถูกจัดอันดับเว็บไซต์อยู่ในหน้าแรกนั้นประมาณ 1,890 คำ

ถ้าคุณได้เข้าอ่านบทความทั้งหมดในบล็อกนี้ของผม คุณจะเห็นได้ว่าบทความของผมในแต่ละบทความจะมีความยาวระหว่าง 1,000 คำ ถึง 2,000 คำ และบางบทความอาจจะถึง 10,000 คำ


การนับคำว่าบทความอะไรเป็นบทความที่ยาวจะเปลี่ยนไปตามบทความเฉพาะที่คุณเขียน

แต่ผมอยากให้คุณมุ่งเน้นไปที่ความยาวของบทความและรายละเอียดของบทความ

24. รายละเอียดเชิงลึกของบทความ (Depth of Content)


รายละเอียดหรือเนื้อหาของบทความเป็นแนวทางที่ผมจะบอกกับคุณว่าในบทความของคุณไม่ควรที่จะเป็นบทความที่มีรายละเอียดและเนื้อหาน้อยจนเกินไป

ในขณะที่บทความของคุณควรที่จะมีความยาว มันควรที่จะใส่ข้อมูลรายละเอียดเนื้อหาเชิงลึกที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วย เป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้รับคำตอบที่พวกเขาต้องการ

ไปดูตัวอย่างกันว่ามีอยู่ 2 บทความเกี่ยวกับวิธีการหุงข้าว บทความแรกพูดว่า...

ขั้นตอน #1 ต้มน้ำ
ขั้นตอน #2 ใส่ข้าวลงไปในน้ำที่ต้ม
ขั้นตอน #3 รอจนกระทั่งข้าวสุก
ขั้นตอน #4 กินข้าว

ในขณะที่บทความที่ 2 พูดว่า

ขั้นตอน #1 ต้มน้ำจนเดือดและใส่เกลือลงไป 2 ช้อน
ขั้นตอน #2 ล้างข้าวด้วยน้ำสะอาดก่อนที่คุณจะใส่ลงไปในน้ำที่ต้ม
ขั้นตอน #3 ใส่ข้าวลงไปในน้ำที่ต้มและรอจนน้ำเดือดสัก 2 นาที
ขั้นตอน #4 ตักใส่จานเตรียมรับประทาน...

คุณได้เห็นภาพ

ที่เป็นรายละเอียดข้อมูลเชิงลึกมากกว่า

คุณค่าของเนื้อหาที่มากของบทความ มันจะทำให้ Search Engine's crawlers รับรู้ความหมายแท้จริงได้มากกว่า

25. การใช้มัลติมีเดีย ( Use Of Multimedia)


การใช้รูปภาพและวิดีโอในบทความช่วยให้

เพิ่มเวลาการดูหน้าเว็บเพจมากขึ้น
ลดอัตราคลิกออกจากหน้าเว็บเพจ
เพิ่มการแชร์ในโซเชียลมีเดีย (ใช้ปุ่มแชร์ในโซเชียลมีเดียช่วย)

มันสามารถที่จะช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับบทความของคุณได้อีกด้วยและดึงดูด Backlinks

รูปภาพและวิดีโอที่เป็นคอนเท้นต์นำมาซึ่งกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าชมหน้าเว็บเพจที่กว้างมากขึ้น

26. ความสดใหม่ของบทความ (Freshness of Content)


การมีบทความที่สดใหม่ บทความที่อัพเดทตลอดสามารถที่จะช่วยให้อันดับเว็บไซต์ของคุณอยู่ในอันดับที่สูงได้ และยังสามารถที่จะช่วยกระตุ้นบทความเก่าๆ ของคุณให้มีผู้เข้าชมได้อีกด้วย

Google ได้แสดงวันที่อัพเดทล่าสุดสำหรับบทความในผลการค้นหา


นี่หมายความว่า Google (และผู้อ่านของคุณ) ให้ความใส่ใจกับวันที่บทความอัพเดทล่าสุด

จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมรู้ว่าตัวผมเองนั้นชอบที่จะคลิกไปที่บทความที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด ดังนั้นผมรับประกันว่ามันยังจะช่วยปรับปรุง Click Through rate ของคุณอีกด้วย

27. การสะกดคำและไวยากรณ์ (Spelling and Grammar)


Google ได้บอกว่า คุณควรแน่ใจว่าการสะกดคำถูกต้องและไวยากรณ์และรูปแบบของฟอนต์ตัวอักษรเหมาะสม

ในขณะที่ความผิดปกติและข้อผิดพลาดจะไม่สร้างผลเสียต่อเว็บไซต์ของคุณแต่อย่างใด

บทความที่อ่านยากก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าบทความจะด้อยค่าไปเสียทีเดียว

นี่คือ 27 รายการตรวจสอบ On Page SEO ที่ผมอยากแนะนำให้คุณทำตามเพื่อทำให้ผลการค้นหาเว็บไซต์ของคุณดีขึ้นและเป็นการเพิ่มทราฟฟิกให้กับเว็บไซต์ของคุณ

5 ปัจจัยสูงสุดของ On Page SEO ที่คุณควรทำ


จากมุมมองของการทำ SEO ไม่ใช่ว่าปัจจัยทั้งหมดจะมีคุณค่าเท่ากัน

และในบางปัจจัยของการทำ On Page SEO มีน้ำหนักคะแนนมากกว่าอีกปัจจัยอื่นๆ ในอัลกอริทึม

ดังน้้นนี่เป็น 5 ปัจจัยสูงสุดของการทำ On Page SEO สำหรับให้คุณมุ่งเน้น (คลิกที่ลิงค์เพื่อไปดูปัจจัยแต่ละส่วน) เพื่อกำหนดกลยุทธ์การทำการตลาดด้วยบทความของคุณ
  1. รองรับกับมือถือ (Mobile Responsive) ทำให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณได้รับการแก้ไขให้รองรับกับมือถือและอุปกรณ์เคลื่อนที่
  2. ความเร็วของเว็บไซต์ ( Website Speed) ทำให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณโหลดได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพต่อผู้ใช้งาน
  3. ใส่คีย์เวิร์ดหลักเริ่มต้นในหัวข้อบทความ ( Keyword at The Start Of your Title Tag) ใส่คีย์เวิร์ดเป้าหมายของคุณลงในหัวข้อบทความ โดยให้ใส่ไว้ในจุดเริ่มต้นหัวข้อบทความ
  4. สร้างลิงค์ภายในเว็บไซต์ (Internal Link Building) สร้างลิงค์ภายในหน้าเว็บเพจหนึ่งไปยังอีกหน้าเว็บเพจหนึ่งในเว็บไซต์ของคุณ
  5. ความยาวของบทความ ( Lenght of Content) แน่ใจว่าบทความของคุณมีความยาวและถ้าเป็นไปได้ต้องมีข้อมูลเชิงลึกในบทความด้วย
ถ้าคุณมุ่งเน้นไปที่ 5 ปัจจัยหลักเหล่านี้ คุณก็จะได้รับทราฟฟิกเพิ่มมากขึ้น


แต่เพื่อความแน่ใจ อย่าเพิกเฉยต่อปัจจัยที่มีประสิทธิภาพอื่นๆ ของ SEO เป็นเวลานาน

รายการตรวจสอบ On Page SEO


ถ้าคุณได้ทำตามแนวทางเหล่านี้และทำได้เป็นอย่างดีในการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ของคุณ

ผมได้ใส่รายการตรวจสอบ On Page SEO ฟรีๆ ไว้ให้คุณได้ดาวน์โหลด

มันจะแสดงปัจจัยการทำ On Page SEO ทั้งหมดที่มีอยู่ในบทความนี้ ที่คุณสามารถใช้อ้างอิงเมื่อคุณจะทำการสร้างบทความให้กับเว็บไซต์ของคุณ (พิมพ์ออกมาแปะไว้ดูได้เลย)


แน่ใจว่าคุณใช้วิธีการเหล่านี้ในกลยุทธ์การเขียนบทความการตลาดและกลยุทธ์การทำ SEO ของคุณ 

สรุปบทความ


คุณสามารถควบคุมแต่ละปัจจัยของ On Page SEO จากการใช้รายการตรวจสอบ On Page SEO นี้

และบางสิ่งได้เปลี่ยนแปลงตามรายการนี้ สามารถที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีอันดับที่ดีขึ้นได้ แม้เสี้ยววินาทีก็ทำให้เว็บไซต์ของคุณสำเร็จตามเป้าหมายทางการตลาดที่คุณวางไว้

แต่ถ้าคุณมีเวลาไม่มากนัก ผมแนะนำให้คุณโฟกัสไปที่

การทำให้รองรับมือถือ (Mobile Responsiveness)
ความเร็วเว็บไซต์ของคุณ (Your Website Speed)
วางคีย์เวิร์ดหลักในจุดเริ่มต้นของหัวข้อบทความ (Put a primary keyword at the start of title tag)
การสร้างลิงค์ภายในเว็บไซต์ (Internal Link)
ความยาวของบทความ (The Lenght of your content)

แต่คุณจะต้องมีปัจจัยอื่นๆ ล่าสุดด้วย

เมื่อคุณกำลังทำการแก้ไขบทความของคุณเพื่อเตรียมโพสต์ในเว็บไซต์ คุณได้ทำตามครบถ้วนถูกต้องตามคู่มือรายการตรวจสอบการทำ On Page SEO ที่ผมให้ไว้เรียบร้อยแล้ว

นี่เป็นการช่วยคุณแก้ไขบทความของคุณและช่วยการปรับแต่งบทความของคุณได้เต็มรูปแบบก่อนที่คุณจะทำการโพสต์ลงไป

และถ้าคุณติดขัดอะไรเกี่ยวกับการทำรายการตรวจสอบ On Page SEO คุณควรไปอ่านบทความตอนอื่นๆ ของผมอีกด้วย นั้นจะช่วยคุณทุเลาการทำงานหนักของคุณ และถ้าคุณไม่อยากจะเสียเวลามาก ผมแนะนำให้คุณหาที่ปรึกษาการทำ SEO

ตอนนี้คุณก็ได้รู้แล้วว่ามีปัจจัยการทำ On Page SEO อะไรบ้างที่คุณควรจะโฟกัส มันก็ถึงขั้นตอนที่จะต้องตรวจสอบการทำ SEO ต่อไป

คำถามที่ถูกถามบ่อยๆ

ทำไมการทำ On Page SEO จึงมีความสำคัญ?

On Page SEO เป็นหลักการพื้นฐานของการทำ SEO (Search Engine Optimization) มันช่วยให้ Search Engine Spiders เข้าใจเว็บไซต์ของคุณ และประเมินว่าบทความมีคุณภาพ และเกี่ยวข้องกับผู้ที่ทำการค้นหาต้องการ มันมีความสำคัญเพราะว่าแม้คุณจะสร้างเว็บไซต์ให้ google ชอบ มันก็ไม่ได้ส่งผลต่อ Search Traffic ของคุณ

On Page SEO และ Off Page SEO คืออะไร?

On Page SEO เป็นปัจจัยทั้งหมดที่คุณสามารถควบคุมได้ในเว็บไซต์ของคุณ เช่น บทความ, H1 Tag ของคุณ, รูปภาพและความเร็วเว็บไซต์ ส่วน Off Page SEO เป็นปัจจัยในการจัดอันดับเว็บไซต์ทั้งหมดของการทำ SEO ที่อยู่ภายนอกเว็บไซต์ของคุณที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ เช่น การสร้างลิงค์ภายในเว็บไซต์, การแชร์ด้วยโซเชียลหรือว่าการโปรโมทด้วยวิธีการอื่นๆ ในทุกๆ รูปแบบของโซเชียลมีเดีย โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มการทำให้เว็บไซต์ได้รับการมองเห็นมากขึ้น

On Page SEO ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

On Page SEO รวมด้วยหลายปัจจัย แต่ไม่จำกัดเพียง - หัวข้อบทความ (title tag), คำอธิบาย (Meta Description),การวิจัยคีย์เวิร์ด, header tag, บทความ, โครงสร้างเว็บไซต์, เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน, เวลาที่ใช้ในการโหลดและอื่นๆ อีกมาก โปรดดูที่ 27 รายการตรวจสอบ On Page SEO ตามรายละเอียดในบทความด้านบนที่ผมได้บอกไว้ ซึ่งเป็นรายละเอียดแต่ละรายการปัจจัย

คุณจัดการกับ On Page SEO ของคุณอย่างไร?

คุณควรเริ่มต้นด้วยการทำการตรวจสอบ SEO แบบง่ายๆ จะไม่ครอบคลุมปัญหาการทำ On Page SEO ที่จำเป็นต้องทำการปรับปรุงแก้ไข เมื่อคุณได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ให้เริ่มทำแต่ละปัจจัยการทำ On Page SEO และทำการแก้ไขทั้งหมดอีกครั้ง
SEMrush

บทความอื่นๆ ที่คุณอาจจะชอบ