สุดยอดบล็อกสอนเทคนิคการหาเงินออนไลน์,การทำ Digital Marketing และการทำ SEO ฉบับมืออาชีพ- indycreators: วิธีการลดอัตราการคลิกออก (Bounce Rate) และเพิ่มอันดับเว็บไซต์ของคุณ

2563-08-20

วิธีการลดอัตราการคลิกออก (Bounce Rate) และเพิ่มอันดับเว็บไซต์ของคุณ


หนึ่งในปัจจัยในการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google ที่ไม่ควรมองข้าม นั่นก็คืออัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ (Bounce Rate)
 
นั่นเป็นเพราะว่าอัตราการคลิกออกไม่ได้มีผลกระทบโดยตรงต่อการทำ SEO  
แต่!

มันมีผลกระทบต่อตัวชี้วัดเป็นอย่างมากสิ่งนั้นทำให้ส่งผลโดยตรงต่อการจัดอันดับเว็บไซต์

ในความเป็นจริงแล้วคุณกำลังสูญเสียทราฟฟิกเป็นจำนวนมากในแต่ละวันที่เกิดจากอัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ของคุณนั่นเอง

ผมจะอธิบายให้คุณเข้าใจมากยิ่งขึ้นต่อไป แต่ก่อนอื่นผมจะบอกคุณว่า...

อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์คืออะไร?


อัตราการคลิกออกเป็นเปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์คุณและคลิกออกไปโดยไม่มีการคลิกเข้าไปดูหน้าเว็บเพจอื่นต่ออีกเลยในเว็บไซต์ของคุณ

ยกตัวอย่างเช่น, ถ้าหนึ่งในเว็บเพจของคุณมีอัตราการคลิกออกเป็น 75%  นั่นก็หมายความว่า 75% ของคนที่เข้าชมในหน้าเว็บเพจนั้นคลิกออกทันทีหลังจากที่พวกเขาได้เข้าชมเพียงหน้าเดียวเท่านั้นที่พวกเขาได้คลิกเข้ามา

มันไม่สำคัญแต่อย่างใดถ้าพวกเขาใช้เวลาเพียง 20 วินาทีหรือ 20 นาที ถ้าพวกเขาคลิกออกไปโดยที่ไม่มีการคลิกเข้าไปดูที่หน้าเว็บเพจอื่นๆ ในเว็บไซต์ของคุณ นั่นก็ถือว่าเป็นอัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์

ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีจำนวนหน้าเว็บเพจที่จำกัดและมีลิงค์ภายในเว็บไซต์ไม่มากก็เป็นปกติที่อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ของคุณจะสูง

ให้คุณลองคิดดูว่า

ผู้เข้าชมเว็บไซต์สามารถที่จะเข้าไปได้ที่ไหนอีก?

และในขณะเดียวกัน ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีหน้าเว็บเพจจำนวนมาก และมีส่วนของบทความที่ดี, การออกแบบเว็บไซต์ที่ดี, และมีลิงค์ภายในเว็บไซต์ที่ดี - เว็บไซต์ของคุณก็จะมีอัตราการคลิกออกที่ต่ำ

การดูอัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ของคุณ - ให้คุณไปที่ Google Analytics  และที่เมนูด้านซ้าย Side Bar คลิกที่ Audience > Overview

bounce rate google analytics คือ


จากนั้นคุณก็จะเห็น Average Bounc Rate ของคุณ

bounce rate คืออะไร อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์คืออะไร

นี่เป็นอัตราการคลิกออกที่ไม่ใช่อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ของคุณจริงๆ เพราะว่ามันรวมพฤติกรรมของผู้เข้าชมใหม่และผู้กลับเข้ามาชมเว็บไซต์อีก

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคุณจะต้องแบ่งกลุ่มผู้เข้าชม (audience) เพื่อให้ได้อัตราการคลิกออกที่ถูกต้องที่สุด

และใน side bar  ด้านซ้าย ให้คุณคลิกที่ Bahavior > Site Content > All Pages.


พฤติกรรมของผู้เข้าชมเว็บไซต์ส่งผลต่ออัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์


จากนั้นในส่วนเมนูด้านบน ให้คุณคลิกที่ปุ่ม "+Add  Segment"



และในรายการของ Available Segment ให้เลื่อนลงมาจนกระทั่งคุณเห็น "New User" Segment ให้ทำการติกเครื่องหมายถูกที่ช่องว่าง แล้วก็คลิกที่ปุ่ม  "Apply" 

แยกพฤติกรรมผู้เข้าชมเว็บไซต์

ส่วนของ "New User" segment จะแสดงอัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ของคนที่ไม่เคยคลิกเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์คุณมาก่อน

ในรายงาน All pages report ที่คุณได้เข้ามาก่อนหน้านี้ คุณจะสามารถเห็นอัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ (Bounce Rate) ของผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ของคุณใหม่เปรียบเทียบกับผู้ที่กลับเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณอีก

อัตราการคลิกเข้าชมเว็บไซต์เก่าเปรียบเทียบกับใหม่เป็นการวัดค่า bounce rate


อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ (Bounce Rate) จะไม่เหมือนกันกับอัตราการออกจากเว็บไซต์ (Exit Rate)


มีบางคนสับสนระหว่างอัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์กับอัตราการออกจากเว็บไซต์ ที่ดูอาจจะคล้ายกันแต่ความจริงแล้วเป็นตัวชี้วัดที่แตกต่างกัน

อัตราการออกจากเว็บไซต์ (Exit Rate) เป็นเปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่คลิกออกไปที่เว็บไซต์อื่นจากหน้าเว็บเพจใดเว็บเพจหนึ่ง แต่อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ (Bounce Rate) เป็นเปอร์เซ็นต์ของผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ไม่ได้คลิกออกไปที่เว็บไซต์อื่น หรือพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่า เป็นการคลิกออกจากเว็บไซต์ในปัจจุบันที่ออกจากหน้าเว็บเพจเฉพาะหรือหน้าเว็บเพจใดเว็บเพจหนึ่ง หลังจากที่มีความเป็นไปได้ว่าพวกเขาได้เข้าไปเยี่ยมชมหน้าเว็บเพจอื่นในเว็บไซต์ของคุณก่อน

อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ (Bounce Rate) ในทางตรงกันข้าม เป็นการรายงานว่าผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บเพจใดเว็บเพจหนึ่งได้คลิกออกโดยตรงเมื่อพวกเขาได้เข้ามาในหน้าเว็บเพจนั้น ดังนั้นอัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ทั้งหมดจึงเป็นอัตราการออกจากเว็บไซต์ด้วย แต่การอัตราการออกจากเว็บไซต์ไม่ใช่อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์


อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ส่งผลกระทบต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณอย่างไร


อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ (Bounce Rate) ไม่ใช่ตัวชี้วัดสำคัญที่ใช้พิจารณาในการทำ SEO

แน่นอนว่ามันช่วยในการปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (User Experience) และก็มีหลายเหตุผลที่จะต้องทำอย่างนั้น  แต่อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ไม่ส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณ

แต่ทั้งหมดเหล่านั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว

มีอย่างเดียวที่อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ที่สามารถส่งผลลบต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณคือเมื่อผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณได้คลิกกลับไปที่หน้าผลการค้นหาและก็คลิกไปที่เว็บไซต์ของคู่แข่งขัน

หรือเรียกกันว่า Pogo Sticking เป็นอัตราการคลิกออกหรือเด้งออกที่สำคัญ 

เมื่อมีเหตุการณ์นั้น ผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณก็จะพูดว่าเว็บไซต์ของคุณไม่ดีเท่ากับคู่แข่งขัน - และ Google ก็จะจับตาดูเป็นพิเศษ!

อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ที่สูง (High Bounce Rate) แสดงว่าเว็บไซต์คุณมีการเด้งออกที่สูงไปด้วย (High Pogo Sticking) และมันก็จะส่งผลลบต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณในทุกๆ วัน

ไม่เพียงแต่อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ที่สูงยังเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าคุณมีปัจจัยในการทำ SEO อื่นๆ ที่อ่อนแออีกด้วย -

มีการปฎิสัมพันธ์น้อย
เว็บไซต์โหลดช้า
ไม่รองรับกับมือถือ
ใช้คีย์เวิร์ดไม่เหมาะสมหรือถูกต้อง
ออกแบบเว็บไซต์ไม่น่าสนใจ
สร้างลิงค์ภายในเว็บไซต์ไม่ถูกหลัก
บทความไม่มีคุณภาพ

ถ้าคุณปรับปรุงปัญหาแต่ละด้านเหล่านี้ในเว็บไซต์ของคุณแล้วก็จะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีความสัมพันธ์กันมากขึ้นและดังนั้นเป็นการเหมาะที่จะถูกจัดอันดับเว็บไซต์ที่ดีขึ้นในขณะที่คุณก็ประหยัดเวลาที่จะต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดจากเด้งออกจากหน้าเว็บเพจของผู้ที่เข้าชม (Pogo Sticking)

ผมจะแสดงให้คุณดูว่ามันง่ายแค่ไหนในการทำให้อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ของคุณลดลง (Reduce Bounce Rate)

    วิธีการลดอัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์และเพิ่มอันดับเว็บไซต์ของคุณ


    ผมกำลังจะแสดงวิธีการทำให้อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ต่ำลง และก็จะทำให้อันดับเว็บไซต์ของคุณสูงขึ้น

    ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีหน้าเว็บเพจที่แตกต่างกันหลายหน้า เช่นหน้าบล็อกโพสต์ หน้าแลนดิ้งเพจและหน้าเกี่ยวกับ - คุณสามารถคาดคะเนระยะของการคลิกออกจากเว็บไซต์ได้

    นั่นเป็นสิ่งที่คุณต้องดูอัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ในแต่ละหน้าเว็บเพจเพื่อดูว่ามีหน้าเว็บเพจใดมีอัตราการคลิกออกจากเว็บเพจที่สูงได้ในทันที

    คุณควรที่จะโฟกัสแก้ไขไปที่หน้าเว็บเพจที่มีอัตราการคลิกออกที่สูงมากและมีทราฟฟิกจำนวนมากก่อนหน้าเว็บเพจอื่น

    นี่คือสิ่งที่คุณจะต้องทำ -

    ขั้นตอนที่ #1 - ค้นหาหน้าเว็บเพจที่มีอัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ที่สูง (High Bounce Rate)


    ก่อนอื่นให้คุณไปที่ Google Analytics และคลิกที่ Behavior > Site Content > All Pages

    ค้นหาเว็บเพจที่มี bounce rate สูง


    นี่คุณก็จะเห็นหน้าเว็บเพจในเว็บไซต์ของคุณที่มียอดวิวหน้าเว็บเพจและอัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์

    จัดเรียงอัตราการคลิกออกจากหน้าเว็บเพจด้วยการคลิกที่คอลัมภ์ จะเป็นการเรียงอัตราการคลิกออกจากหน้าเว็บเพจจากสูงไปหาต่ำด้วยการคลิกด้านบน -

    จัดเรียง bounce rate สูงไปหา bounce rate ต่ำ


    อีกหนึ่งปัญหา: ในรายงานนี้คือคุณจะได้รับรายงานหน้าเว็บเพจที่มีทราฟฟิกจำนวนน้อยจนถึงไม่มีทราฟฟิก

    คุณต้องการที่จะปฏิเสธหน้าเว็บเพจเหล่านั้นที่ไม่ทราฟฟิกต่อไป และโฟกัสไปที่หน้าเว็บเพจที่มีทราฟฟิกแม้เป็นจำนวนน้อยก็ตาม

    การกรองหน้าเว็บเพจที่มีทราฟฟิกต่ำเหล่านั้น ให้คลิกที่ "Advanced"

    กรองหน้าเว็บเพจที่ bounce rate ต่ำ

    ในเมนู ให้คลิกที่ "Page" แล้วให้เลื่อนลงไปที่ส่วน "Site Usage"  

    จากนั้นให้คลิกที่ตัวกรอง "Pageviews"

    โปรดแน่ใจว่าคุณได้ใช้ตัวกรองใส่เป็น "Greater Than" จากนั้นก็ให้ระบุจำนวน "Pageviews" ขั้นต่ำที่คุณต้องการกรองในรายงานนี้

    bounce rate google analytics คือ


    คลิกที่ "Apply"  และคุณจะได้รับรายการของหน้าเว็บเพจทั้งหมดตามอัตราการคลิกออกจากหน้าเว็บเพจที่สูงและตามจำนวนไม่เกิน pageviews ที่คุณกำหนด -

    คลิกออกจากหน้าเว็บเพจที่สูงหรือ bounce rate สูง


    รายงานนี้จะช่วยให้คุณเห็นว่าหน้าเว็บเพจไหนที่คุณจำเป็นจะต้องโฟกัสในการปรับปรุงอัตราการคลิกออกจากหน้าเว็บเพจ

    ขั้นตอนที่ #2 ค้นหาในส่วนที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์ไม่ชอบหรือเข้าใจ


    คุณอาจจะคิดว่าเว็บไซต์ของคุณมันเข้าใจได้ง่าย แต่ผู้เข้าชมเว็บไซต์คุณอาจไม่เห็นด้วยก็ได้

    แทนที่คุณจะทำการคาดเดาว่าผู้เข้าชมเว็บไซต์คุณทำอะไรบ้าง คุณสามารถที่จะใช้ heatmaps ดูพฤติกรรมของผู้ใช้งานโดยเฉพาะ นั่นจะแสดงให้คุณเห็นว่าผู้เข้าชมเว็บไซต์เข้าชมในส่วนไหนของหน้าเว็บเพจ และเลื่อนไปไหนและคลิกที่ตรงไหนของหน้าเว็บเพจ

    ด้วยข้อมูลจาก heatmaps คุณสามารถระบุตำแหน่งที่ดีที่สุดและใส่บทความลงไปในเว็บไซต์ของคุณ

    ยกตัวอย่างตาม heatmaps ที่แสดงคุณจะเห็นพฤติกรรมการเข้าชมในหน้าเว็บไซต์นี้ของผู้เข้าชม

    ใช้โปรแกรม heatmap เพื่อดูพฤติกรรมผู้เข้าชมเว็บไซต์เพื่อแก้ไข bounce rate


    ด้วยข้อมูล heatmaps นี้ เราสามารถที่จะเห็นผู้เข้าใช้งานเลื่อนลงมาที่หัวข้อของบทความ และในส่วนแสดงเครื่องหมายด้านบนหน้าเว็บเพจ และในส่วนเมนูบาร์ ในส่วนของหมวดหมู่การโพสต์ 

    และอื่นๆ ก็ดูเหมือนว่ามีการคลิกที่ด้านล่างขวา เป็นไปได้ว่าจะทำการคลิกที่ scroll bar

    ด้วยข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ของ heatmaps นี้ ผมก็จะทำการจัดการเว็บไซต์ของผมด้วยการทดสอบดังนี้ -

    สร้างเมนูบาร์ขนาดใหญ่ด้านบน
    เพ่ิ่ม / ลบปุ่ม Call To Action บนเมนูบาร์
    เพ่ิมลิงค์ในรูปภาพโลโก้ (หรือว่าเพิ่มปุ่ม Call To Action ใกล้ๆ กัน)
    ลบกล่องข้อความเกี่ยวกับผมใน Side bar และแทนที่ด้วยปุ่ม Call To Action  (ให้มีที่ว่างมากขึ้น, ได้รับความสนใจเป็นศูนย์)

    คุณสามารถที่จะใช้ heatmaps ค้นหาสิ่งเหล่านี้:

    ในส่วนที่คนดูมากที่สุดและคนปฏิเสธมากที่สุด ดังนั้นคุณสามารถทำให้บริเวณส่วนนั้นสะดุดตามาก/น้อย ได้ตามที่คุณต้องการ
    ปุ่มที่คนเห็นโดยส่วนมากแต่ปฎิเสธ
    ส่วนประกอบต่างๆ ของหน้าเว็บเพจที่ดึงดูดให้คนสนใจ

    คุณควรใช้ข้อมูลจาก heatmaps เพื่อนำมาทดสอบแบบ A/B Testing และปรับปรุงหน้าเว็บเพจของคุณ

    เครื่องมือที่ผมแนะนำคือ inspectlet ไม่เพียงแต่ที่จะให้ข้อมูล heatmaps กับคุณเท่านั้น แต่ยังรายงานข้อมูลอื่นอีกด้วยและวิเคราะห์ข้อมูลรูปแบบสิ่งต่างๆ ในเว็บไซต์  

    ขั้นตอนที่ #3 ทำให้หน้าเว็บเพจของคุณเหมาะสมกับคีย์เวิร์ดของคุณหรือข้อความ


    วิธีการที่ดีสุดที่จะทำให้อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ของคุณต่ำลงคือการปรับปรุงการสร้างปฎิสัมพันธ์ของคุณ

    หนึ่งเหตุผลว่าทำไมหน้าเว็บเพจของคุณมีปฎิสัมพันธ์ที่ต่ำอาจจะเกิดจากผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณ พวกเขาไม่ได้รับในส่ิ่งที่พวกเขาต้องการ - หรือสิ่งที่คิดไว้ - จากข้อมูลที่แสดงในหน้าผลการค้นหา

    ยกตัวอย่าง ถ้าคุณทำโฆษณา ad ด้วย Google Adwords นั่นจะทำให้หน้าเว็บเพจมีอัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ที่สูง (High Bounce Rate) และมี Conversion Rate ที่ต่ำด้วย มันอาจจะเป็นที่ ad ที่ทำให้คนเข้าเยี่ยมชมไม่ได้รับในสิ่งที่เขาต้องการ

    เหมือนกับการที่ทำให้ใครบางคนเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณด้วยวิธีที่เป็นแบบ Organic, อีเมล์หรือ Social Media

    มันเป็นสิ่งสำคัญที่บทความของคุณที่จะต้องเหมาะสมกับคีย์เวิร์ดที่ต้องการ

    ในตัวอย่างด้านล่าง คุณสามารถที่จะเห็นผลของคีย์เวิร์ด "คุณจะเริ่มสร้างบล็อกของคุณอย่างไร" 

    เลือกหน้าเว็บเพจให้เหมาะสมกับคีย์เวิร์ดลดอัตรา bounce  rate ให้ต่ำลง


    แต่ไม่ใช้ว่า ads จะมีทุกสิ่งที่ผมทำการค้นหา

    พวกเขาจะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการเริ่มสร้างบล็อก แต่ไม่ใช้การเขียนบล็อกเพื่อโพสต์

    คลิกที่ ads ที่แสดงผลอันดับ 1 และนี้คือ Landing Page ที่พวกเขานำเสนอ

    โปรแกรม wix ใช้สร้าง landing page

    Wix เป็นหนึ่งในการสร้างเว็บไซต์ที่ใหญ่ที่สุด ในกรณี้นี้ ads ของพวกเขายังไม่เกี่ยวข้องในสิ่งที่ผมกำลังมองหาอยู่ นั่นคือเคล็ดลับการเขียนบล็อกโพสต์ 

    คุณคิดว่าสิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่ออัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ของพวกเขาอย่างไร?

    โปรดแน่ใจว่า Title Tag ของคุณและ Meta Description ได้สร้างภาพที่ถูกต้องชัดเจนเกี่ยวกับหน้าเว็บเพจของคุณคืออะไร อย่างที่กล่าวกันว่า อยู่ในคำสัญญาและทำตามสัญญา

    ขั้นตอนที่ #4 - การปรับปรุงแก้ไขลิงค์ภายในเว็บไซต์ ( Improve Internal Link)


    ผมได้เคยเขียนบทความไว้แล้วว่าคุณจะทำอย่างไรในกลยุทธ์การสร้างลิงค์ภายในเว็บไซต์ที่จะช่วยให้อันดับเว็บไซต์ของคุณดีขึ้น

    แต่นอกจากนี้แล้วยังส่งผลดีต่อ SEO โดยตรง การสร้างลิงค์ภายในเว็บไซต์เป็นการทำให้คนที่เข้าชมเว็บไซต์ได้ลิงค์จากอีกหน้าเว็บเพจหนึ่งไปอีกหน้าเว็บเพจหนึ่งภายในเว็บไซต์ของคุณ ดังนั้นก็จะทำให้อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ต่ำลง

    เป้าหมายในการสร้างลิงค์ภายในเว็บไซต์ของคุณควรทำให้ผู้ที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์คลิกเข้าไปชมยังหน้าเว็บเพจต่อไปอีกภายในเว็บไซต์ของคุณ

    ลิงค์ภายในเว็บไซต์ของคุณสามารถเป็นเนื้อหา (เช่น แสดงเป็นประโยคไว้) หรือแยกออกจากบทความ เหมือนกับตัวอย่างที่ผมจะให้ดูคือแสดงไว้ด้านล่างของบทความนี้

    ยกตัวอย่าง นี่เป็นลิงค์หนึ่งในเนื้อหาที่ลิงค์มาจากบทความวิธีการสร้างลิงค์ภายในเว็บไซต์

    ปรับปรุงแก้ไขลิงค์ภายในเว็บไซต์ทำให้ bounce rate ต่ำลง


    และนี่เป็นตัวอย่างของลิงค์ภายในเว็บไซต์ที่ไม่ใช่เนื้อหา

    เพิ่มลิงค์ภายในเว็บไซต์หัวข้อที่เกี่ยวข้องไว้ท้ายบทความเป็นการแก้ปัญหา bounce rate สูง

    ถ้าคุณมีบล็อกหรือเว็บไซต์เฉพาะ คุณสามารถเพิ่ม "หัวข้อที่เกี่ยวข้อง" "บทความที่เกี่ยวข้อง" ("Related articles") ในตอนท้ายของบทความของคุณได้ ถ้าคุณใช้ wordpress สามารถใช้ plugin นี่ได้

    เมื่อทำการลิงค์จากเนื้อหา ให้คุณคิดว่ายังมีหน้าเว็บเพจอื่นๆ ที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณน่าจะสนใจอีกด้วย

    ถ้าคุณมี e-commerce store ให้คุณคิดเพิ่มเกี่ยวกับ "สินค้าที่เกี่ยวข้อง" ในส่วนท้ายของหน้าแสดงสินค้าของคุณ ความจริงแล้วถ้าคุณมี e-commerce store คุณควรที่จะทำตามกลยุทธ์การทำ SEO e-commerce store

    ไปดูกันว่า Adidas ใช้การแนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้องอย่างไร มีความแตกต่างกัน 3 รูปแบบ
    1. หนึ่งในนั้นคือการช้อปปิ้งที่มองเห็นทั้งหมด ( เพิ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องแนะนำจำนวนมาก)
    2. หนึ่งในนั้นคือเสนอสินค้าที่อาจจะชอบ
    3. อีกหนึ่งคือแสดงสินค้าที่รีวิวอยู่ในปัจจุบัน

    ตัวอย่างเว็บไซต์ adidas เพิ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับ CTR
    ตัวอย่างเว็บไซต์ adidas เพิ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับ Click Through Rate


    ถ้าคุณออกแบบเว็บไซต์ด้วยการมี side bar ด้วย ในกรณีเว็บไซต์นี้ของผม  จากนั้นก็ให้ใส่ลิงค์ที่ผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์อาจจะอยากอ่าน

    เพิ่มลิงค์บทความที่ได้รับความนิยมใน side bar ลดอัตรา bounce rate website


    ยกตัวอย่างถ้าคุณมีหนึ่งบทความ คุณจะรู้ว่ามันมีปฎิสัมพันธ์ที่สูง (high engagement) หรือมีอัตราการเข้าชมเนื้อหาในเว็บไซต์ที่สูงไหม (high conversion rate) โปรดแน่ใจว่าคุณได้เพิ่มมันเข้าไปแล้ว

    ผมทำสิ่งนี้ด้วยการทำโค้ดด้วยตนเอง แต่ถ้าใครใช้ wordpress ก็สามารถใช้ super post plugin ในบล็อกของคุณได้ แต่คุณจะได้รับและเห็นการโพสต์บล็อกของผมโดยไม่มี side bar - เช่นเว็บไซต์ของผมจะเป็น หน้า home page, archive pages, static page เท่านั้นที่มี side bar

    ขั้นตอนที่ #5 - การปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณให้รองรับกับมือถือ


    ผมอยากแสดงให้คุณดูในโพสต์เกี่ยวกับคู่มือแนะนำการทำ SEO ใหม่ของ Google ทราฟฟิกที่ได้รับมาจากมือถือมีเป็นจำนวนมากคิดเป็นเกือบ 50.3% ของทราฟฟิกเว็บไซต์ทั้งหมดที่มีอยู่ทั่วโลก

    ถ้ามีใครสักคนเข้าชมเว็บไซต์ของคุณจากโทรศัพท์มือถือและเว็บไซต์ไม่รองรับกับมือถือ พวกเขาจะมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนักนั้นจะทำให้เกิดการคลิกออกและเป็นสัญญาณด้านลบกับอัตราการคลิกออก Pogo Sticking 

    โดยส่วนใหญ่ wordpress themes จะออกแบบมารองรับกับมือถือ ส่วนคนที่ไม่ได้ใช้ wordpress หรือรูปแบบเว็บไซต์อื่นๆ  อย่างเช่นผมใช้ blogger ก็ต้องรู้จักวิธีการปรับแต่งโค้ดเพื่อให้เว็บไซต์รองรับกับมือถือได้ด้วยตนเอง

    แต่ผมแนะนำเป็นพิเศษ ให้คุณเปิดเว็บไซต์ด้วยอุปกรณ์ทั้งคู่ทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเพื่อดูว่ามันมีน่าตาเป็นอย่างไร

    คุณจะเห็นการเพิ่มขึ้นของทราฟฟิกหลังจากปรับแต่งเว็บไซต์ให้รองรับกับมือถือแล้ว (Mobile-Friendly)

    ปรับแต่งเว็บไซต์ให้รองรับกับมือถือ-mobile friendly เพิ่ม CTR ลด Bounce rate

    นำโทรศัพท์และแท็บเล็ตของคุณขึ้นมาแล้วทำการตรวจสอบดูว่าเว็บไซต์มีการรองรับหรือไม่

    แล้วคุณจะประหลาดใจเป็นอย่างมากถ้ามีทราฟฟิกเพิ่มขึ้นหลังจากที่คุณได้ทำการปรับแต่งเรียบร้อยแล้ว

    ขั้นตอนที่ #6 ทำให้บทความของคุณอ่านง่าย


    หนึ่งในสาเหตุที่ส่งเสริมให้มีอัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ที่สูงคือเขียนบทความไม่น่าอ่าน

    แต่แบบไหนคือบทความที่ไม่มีคุณภาพหรือไม่น่าอ่าน?

    มันไม่ใช่การที่คุณเขียนผิดหลักไวยากรณ์หรือสะกดผิด แต่มันเกี่ยวกับว่าบทความของคุณสร้างปฎิสัมพันธ์กับผู้อ่านอย่างไร

    บทความนั้นมีความเหมาะสมกับคีย์เวิร์ดที่ใช้หรือไม่? แต่ถ้าเหมาะสมแล้ว - บทความมีปฎิสัมพันธ์กับผู้อ่านเพียงพอไหมที่จะทำให้พวกเขาคลิกเพื่อเข้าไปชมยังหน้าเว็บเพจอื่นๆ ภายในเว็บไซต์?

    สำหรับเหตุการณ์นั้น คุณจำเป็นจะต้องเขียนบทความของคุณให้ง่ายต่อการอ่านและทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจ

    ถ้าคุณได้อ่านบทความที่ผมเขียนมาบ้างแล้ว คุณจะทราบว่าการเขียนบทความในพารากราฟทั้งหมดของผมจะสั้นง่ายต่อการอ่านและเขียนชัดเจน

    เขียนบทความให้อ่านง่ายแก้ไขปัญหา bounce rate

    คุณสามารถเขียนแบบนั้นได้ด้วยการ

    เพิ่มหัวข้อย่อย
    เพิ่มรูปภาพ
    ทำตัวอักษรหนา / เอียง / ขีดเส้นใต้
    เพิ่มรายการบทความที่น่าสนใจ
    ย่อยบทความของคุณให้เป็นส่วนๆ

    เมื่อผมเขียนบทความจบ ขณะในระหว่างขั้นตอนการแก้ไข ผมพยายามลดจำนวนคำให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้แต่ก็เพิ่มคุณค่าในเนื้อหาไปด้วยในเวลาเดียวกัน

    คุณสามารถดูการวิเคราะห์การเขียนบทความของคุณโดยดูผลการวิเคราะห์จาก Yoast SEO Plugin จะให้ผลสรุปการวิเคราะห์ความยากง่ายในการอ่านโพสต์ของคุณ


    yoast seo plugin ช่วยวิเคราะห์การอ่านยากง่ายของบทความลดอัตรา bouce rate ที่สูง

    ในที่นี่คุณไม่จำเป็นที่จะต้องได้คะแนนที่สูงหรือสมบูรณ์แบบ (ผมไม่เคยทำได้) แต่ให้คุณพยายามทำให้ได้แถบสีเขียวแสดงให้มากที่สุดก็พอในหัวข้อหลัก

    ในขณะที่ปลั๊กอินได้แสดงบอกถึง 1 ปัญหาในบทความของผม ในหัวข้อไหนที่ไม่ได้รับคะแนนที่สมบูรณ์ แต่ได้รับหัวข้อหลักเป็นสีเขียวก็เพียงพอแล้ว

    คุณควรใช้เทคนิคการเขียนแบบ SEO เพื่อให้ผู้อ่านสนใจและติดตามอ่านทำให้ได้อารมณ์และดึงดูดใจ และสร้างความสงสัยใคร่รู้ในผลลัพธ์

    มีเทคนิคมากมายที่คุณสามารถใช้ในการเริ่มต้นเขียนบทความ

    ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคใดที่คุณใช้ จะต้องทำให้ผู้เข้าชมได้เข้าไปอ่านบทความในเว็บไซต์ของคุณให้ได้

    ขั้นตอนที่ #7 - ทำให้เว็บไซต์ของคุณโหลดเร็วขึ้น


    ถ้าเว็บไซต์ของคุณโหลดช้าคนที่เข้าชมเว็บไซต์คุณก็จะคลิกออกทันทีนี่คือความจริง

    นั่นไม่เพียงแต่ทำให้คุณต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่จะได้กำไร

    การลดเวลาการโหลดเว็บไซต์ที่ช้าลงเพียง 3 วินาที ก็ทำให้คุณมีทราฟฟิกมากขึ้นและเพิ่มรายได้ของคุณอย่างเห็นได้ชัด

    ในการเพิ่มความเร็วของเว็บเพจให้คุณทดสอบเว็บไซต์ของคุณในโปรแกรม  GTMetix

    ใช้โปรแกรม GTMetrix วัดประสิทธิภาพเว็บไซต์ดูว่า bounce rate เท่าไหร่

    GTMetrix จะทำการวิเคราะห์หน้าเว็บเพจให้กับคุณแสดงเป็นเวลาที่ใช้ในการโหลดเว็บไซต์และปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำให้เว็บไซต์โหลดช้า

    ผลการวิเคราะห์เว็บไซต์เพื่อแก้ไขอัตราการตีกลับ google analytics

    ส่วนที่ดีที่สุดคือการที่คุณคลิกเข้าไปในแต่ละปัญหา คุณก็จะได้รับการวิเคราะห์โดยเฉพาะไฟล์นั้นๆ ที่ทำให้มีปัญหาการโหลดเว็บเพจช้า

    exit rate คือการคลิกออกจากเว็บไซต์แตกต่างจาก bounce rate

    ถ้าคุณต้องการตัวช่วยปรับปรุงความเร็วเว็บไซต์ของคุณ อันดับแรกคุณควรใช้ปลั๊กอิน W3 Total Cache ปลั๊กอินนี้จะช่วยปรับแต่งความเร็วเว็บเพจของคุณภายในไม่กี่นาทีโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

    คุณสามารถเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์อีกได้ด้วยการใช้ Content Delivery Network และ MaxCDN

    และถ้าคุณจริงจังเกี่ยวกับการเพิ่มความเร็วเว็บไซต์ของคุณ (คุณควรจะ) เลือกใช้ hosting ที่ดีๆ และเร็ว เช่น WPxhosting และ Kinsta  ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วของเว็บไซต์คุณเป็นอย่างมาก 

    ขั้นตอนที่ #8 การเพิ่มปุ่ม Call To Action ให้เด่นชัด


    คุณสามารถออกแบบหน้าเว็บเพจของคุณให้สวยงาม แต่ถ้ามันมีปุ่ม Call-To-Action (CTA) ไม่เด่นชัด มันก็อาจจะสร้างความเสียหายต่ออัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ (Bounce Rate)

    ในทุกหน้าเว็บเพจบนเว็บไซต์ของคุณควรมีการระบุเป้าหมายในใจ ยกตัวอย่างเช่น -

    หน้า homepage จะมีปุ่ม sign up trial, ดึงดูดใจด้วย ปุ่ม Download หรือส่วนของบทความ
    บล็อกโพสต์เตรียมสิ่งที่ดึงดูดใจหรือบทความที่อัพเดท
    หน้าเพจเกี่ยวกับเราสร้างหน้าเว็บเพจที่ดึงดูดใจเกี่ยวกับกรณีศึกษาจากลูกค้ารายอื่น

    ผมได้เข้าไปดูหน้า homepage ของ Moz

    เพิ่มปุ่ม Call To Action ให้เด่นชัดลดอัตราการตีกลับ

    ไม่เพียงแต่หัวข้อและคำอธิบายจะยอดเยี่ยม แต่ CTA ด้านบนมันโดดเด่นแตกต่างจากหน้าเว็บเพจและนำเสนอการใช้งานในแบบฟรี

    เห็นได้ชัดว่ามีคนเข้าชมเว็บไซต์คลิกในอัตราที่สูงเพราะว่ามันเกี่ยวข้องอย่างมากและเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายที่ให้ทำอะไรบนหน้าเว็บเพจต่อไป


    โปรดแน่ใจว่าหน้าเว็บเพจหรือโพสต์ของคุณมี CTA ไม่ต่ำกว่า 1 ปุ่ม ถึงแม้ว่าคุณมันจะยากในการหาสิ่งที่เกียวข้องเพื่อสร้างปุ่ม CTA - เพิื่มบางสิ่งดีกว่าคุณไม่เพิ่มอะไรเลย

    มันง่ายมากที่จะเพิ่มปุ่ม CTA ในหน้าเว็บเพจสินค้าด้วยการเพิ่มปุ่ม "เพิ่มไปยังตะกร้า" เหมือนเช่นของ Adidas

    ตัวอย่างเพิ่มปุ่ม CTA หน้าเว็บเพจสินค้าลดอัตราการคลิกออก exit rate


    หน้าเว็บเพจเกี่ยวกับเรา  ควรดึงดูดใจด้วยแบบฟอร์มติดต่อ (contact form) สำหรับบริการของคุณ เป็นที่นิยมและเป็นบทความที่มีประโยชน์หรือหน้าเว็บเพจหมวดหมู่ด้วยสินค้าหรือบริการที่หลากหลาย

    บล็อกโพสต์ของคุณควรดึงดูดใจด้วยบทความที่อัพเดทหรือดึงดูดใจด้วยการใช้กลยุทธ์การทำ Email Marketing 

    สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดไม่เพียงแต่ทำให้อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ (Bounce Rate) ของคุณต่ำ แต่ยังช่วยเพิ่ม conversion และผลกำไรให้คุณอีกด้วย

    สรุปบทความ


    ดังนั้นในเมื่อคุณได้เรียนรู้วิธีการทำให้อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ต่ำแล้ว คุณจะรอช้าอยู่ทำไม?

    เพราะว่าจริงๆ แล้วคุณได้สูญเสียทราฟฟิกและรายได้อยู่ในทุกๆ วัน ถ้าคุณไม่ปรับแต่งอัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ (Bounce Rate) ของคุณ

    นี่เป็น 4 วิธีการลัดที่รวดเร็วที่คุณสามารถเริ่มต้นทำได้ในวันนี้เลย:

    ใช้ Google Analytics ค้นหาหน้าเว็บเพจที่อัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์สูงและนั้นก็เป็นการรับรู้ % ทราฟฟิกจำนวนมากของเว็บไซต์คุณอีกด้วย -  โฟกัสที่หน้าเว็บเพจเหล่านี้เป็นอันดับแรก

    ติดตั้งโปรแกรม inspectlet เพื่อทำการวิเคราะห์ว่าผู้เข้าชมเว็บไซต์มีปฎิสัมพันธ์กับหน้าเว็บเพจเหล่านั้นอย่างไร? ทำการวิเคราะห์ด้วย heatmaps ปรับปรุงเว็บไซต์ของคุณเพื่อให้ง่านในการใช้งาน

    ทดสอบความเร็วเว็บไซต์ของคุณด้วย GTMetrix และตรวจสอบดูปัญหาที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณโหลดช้า ทำการติดตั้ง W3 Total Cache และใช้ MaxCDN คุณอาจจะต้องการเปลี่ยนแปลงความเร็วด้วยการใช้ host ที่เร็วขึ้น อาทิเช่น WPxhosting และ Kinsta

    ทดสอบเว็บไซต์ของคุณดูว่ารองรับกับมือถือหรือไม่ Google Mobile-Friendly Test และแก้ไขซ่อมแซมทุกปัญหาที่เครื่องมือค้นพบ ถ้าคุณเห็นว่าเว็บไซต์ของคุณไม่รองรับกับมือถือทั้งหมด มันง่ายมากที่คุณจะเปลี่ยนไปใช้ wordpress theme

    เมื่อคุณจัดการกับปัญหาเหล่านั้นเรียบร้อยแล้ว คุณสามารถโฟกัสด้วยการเพิ่มปุ่ม Call To Action ทำให้บทความของคุณอ่านง่ายและปรับปรุงการสร้างลิงค์ภายในเว็บไซต์

    แต่ถึงกระนั้น คุณก็อย่าลืมว่า

    ในทุกๆ วันที่คุณยังไม่ปรับปรุงอัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์ของคุณ ก็ทำให้คุณสูญเสียทราฟฟิกไปเป็นจำนวนมากตลอดเวลา

    นี่เป็นสิ่งที่เปลี่ยนผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ต่ออัตราการคลิกออกจากเว็บไซต์สำหรับคุณ?