สุดยอดบล็อกสอนเทคนิคการหาเงินออนไลน์,การทำ Digital Marketing และการทำ SEO ฉบับมืออาชีพ- indycreators: คู่มือคำแนะนำหลักการทำ SEO ของ Google สำหรับผู้เริ่มต้น มีอะไรบ้างที่คุณจะต้องรู้?

2563-09-04

คู่มือคำแนะนำหลักการทำ SEO ของ Google สำหรับผู้เริ่มต้น มีอะไรบ้างที่คุณจะต้องรู้?


คุณอาจจะพลาดสิ่งนี้ไป

แต่ Google ได้ทำให้เรากลับมาสนใจสิ่งนี้มากขึ้น

พวกเขาตัดสินใจปรับปรุงคู่มือคำแนะนำหลักการทำ SEO ที่เป็นทางการของพวกเขาใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา

คู่มือคำแนะนำหลักการทำ SEO ที่ปรับปรุงใหม่ ( Search Engine Optimization (SEO) Starter Guide ) เต็มไปด้วยประโยชน์และมีข้อมูลที่น่าสนใจที่เราสามารถจะนำมาใช้ในการทำ SEO ของเราได้

โชคไม่ค่อยดีมากนักที่บทความบางอย่างในคู่มือนี้ไม่ชัดเจนและไม่เจาะจงเพียงพอมากนัก

ไม่ใช่ว่า Google กำลังปิดบังบางอย่างกับคุณ แต่ความจริงคือพวกเขาไม่ต้องการบอกความจริงกับคุณตรงๆ ต่างหากในสิ่งที่คุณอยากรู้เพื่อทำอันดับเว็บไซต์ของคุณให้สูงขึ้นใน Search Engine ของเขา

พวกเขาชอบที่จะให้คุณทำการค้นหาและเรียนรู้ความลับนั้นด้วยตัวคุณเองมากกว่า

แต่ไม่ต้องกังวลไปในบทเรียนนี้คุณจะได้เรียนทุกๆ สิ่งที่คุณอยากจะรู้จากคู่มือแนะนำเริ่มต้นการทำ SEO 2020   ฉบับใหม่และคุณสามารถที่จะจัดการข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณอย่างไร

การทำให้เว็บไซต์ของคุณแสดงผลใน Google


อันดับแรกเพื่อทำอันดับเว็บไซต์บน Google เว็บไซต์ของคุณต้องถูกจัดทำดัชนีด้วย Google ก่อน การทำตามนั้นคุณต้องทำให้เว็บไซต์ของคุณได้รับการไต่สำรวจ (Crawlable) และจัดทำดัชนี (Indexable) 

เพื่อช่วยให้คุณทำสำเร็จตามวิธีการดังกล่าว Google แนะนำให้คุณสามารถสอบถามด้วยตัวคุณเองได้ด้วยคำถามต่างๆ ที่จะช่วยทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกไต่สำรวจและได้รับการจัดทำดัชนี

ทำอย่างไรให้เว็บไซต์ของคุณได้รับการแสดงผลบน Google?
ผมจะเขียนบทความที่น่าอ่านและมีคุณภาพให้แก่ผู้อ่านอย่างไร?
ทำให้รูปแบบธุรกิจท้องถิ่นแสดงผลบน Google ได้อย่างไร?
ทำอย่างไรให้บทความแสดงผลได้รวดเร็วและอ่านง่ายในทุกอุปกรณ์?
ทำอย่างไรให้เว็บไซต์มีความปลอดภัย?

ผมจะตอบคำถามให้คุณเองในคำถามเหล่านี้


ทำอย่างไรให้เว็บไซต์ของคุณได้รับการแสดงผลบน Google?

นี่เป็นคำถามที่ง่ายมากที่จะตอบ ก็ให้คุณทำการค้นหาชื่อบริษัทหรือชื่อเว็บไซต์ของคุณบน Google ดูว่าถ้ามีคุณก็จะเห็นการแสดงผลนั้น
ถ้าสมมติผมเปิดร้านขายพิซซ่าในประเทศไทย ชื่อว่า "Pizza Hut" (บริษัทนี้มีอยู่ก่อนแล้ว) ผมทำการค้นหามันใน Google ผมก็จะเห็นมันถูกจัดอันดับเว็บไซต์อยู่ในตำแหน่งแรก

ทำให้เว็บไซต์แสดงผลใน goolge เป็นหนึ่งในหลักการทำ seo

ถ้าคุณไม่พบเว็บไซต์ของคุณ กรุณาตรวจสอบดูในหน้าอื่นด้วย

ดังนั้น ถ้าชื่อของคุณเหมือนกับชื่อบริษัทขนาดใหญ่หรือถ้ามันมีเงื่อนไขที่กว้าง (ยกตัวอย่างเช่น ถ้าร้านพิซซ่าของผมมีชื่อว่า "Thailand Pizza" มันก็ยากที่จะถูกจัดอันดับเว็บไซต์ตามเงื่อนไขนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย )   แต่อย่าเพิ่งหมดหวัง

มันไม่ใช่เป็นหนึ่งในปัญหาของการทำ SEO ทั้งหมด

ผมจะเขียนบทความที่น่าอ่านและมีคุณภาพให้แก่ผู้อ่านอย่างไร?


คุณอาจจะเคยได้ยินมาว่าการสร้างบทความที่มีคุณภาพสูงเป็นหัวใจสำคัญในการจัดอันดับเว็บไซต์ในทุกวันนี้

นิยามของคำว่า "บทความที่มีคุณภาพสูง" มองในอีกแง่หนึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

แต่ถ้าย้อนกลับไปอ่านบทความก่อนหน้านี้ของผม ผมได้เขียนบอกไว้ว่า Matt  Cut ได้นิยามไว้ตามนี้:

บางสิ่งในบทความต้องมีความเฉพาะ / แตกต่าง / เป็นต้นฉบับ
มีประโยชน์ / ช่วยแก้ปัญหาต่อกลุ่มหรือชุมชนส่วนรวม
ตอบคำถามทั่วไปได้ในบทความเฉพาะเรื่องนั้นๆ
มีการค้นคว้าจากต้นฉบับ
สร้างเนื้อหาเป็นวิดีโอ
วิธีการแนะนำและเกี่ยวกับการสอน
สร้างรายการแหล่งข้อมูลให้ความช่วยเหลือ

วิธีการอื่นที่นิยามบทความที่มีคุณภาพต้องอยู่ในเงื่อนไขนี้และเป็นที่นิยมของผู้อ่าน

ถ้าบทความของคุณมีการลิงค์และได้รับการแชร์ เราสามารถที่จะระบุได้ว่าเป็นบทความคุณภาพสูง

ในแต่ละวัน ถ้าไม่มีคนลิงค์เข้ามาหรือทำการแชร์บทความ พวกเขาก็จะเชื่อว่าเป็นบทความคุณภาพต่ำ

ดังนั้นให้คุณนำแนวคิดนี้ไปพิจารณาว่าบทความของคุณได้รับการลิงค์และการแชร์มากน้อยเพียงใด เราจะไปตรวจสอบลิงค์ของบทความที่ได้รับความนิยมด้วยโปรแกรม Ahref กัน

ให้คุณนำ URL ไปวางใน Ahref Site Explorer เพื่อตรวจสอบจำนวน Backlinks ที่คุณได้รับและจำนวนของโดเมนที่อ้างอิงลิงค์

ahref site explorer ใช้ตรวจสอบ backlinks ที่เว็บไซต์ได้รับเป็นโปรแกรมทำ seo

ไม่มีการถูกหรือผิดในจำนวน Backlinks หรือโดเมนที่อ้างอิงลิงค์ แต่ถ้าคุณไม่พบลิงค์เลย คุณควรที่จะกลับไปตรวจสอบดูคุณภาพของบทความ

ต่อไปเราจะไปตรวจสอบการได้รับความนิยมในโซเชียลด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Buzzsumo

ให้ใส่ URL ของคุณลงไปในช่อง Search Bar จากนั้นก็ทำการตรวจสอบดูว่าบทความของคุณได้รับการแชร์ไปจำนวนเท่าไหร่

โปรแกรม buzzsumo ใช้ตรวจสอบบทความที่ได้รับการแชร์จากการทำ on-page seo


ตามที่คุณได้เห็นผลดังรูปด้านบนและการได้รับความนิยมบนโซเชียลมีเดีย เราสามารถสรุปได้ว่าบทความนี้เป็นบทความที่มีคุณภาพสูง

แนะนำ: คุณสามารถใช้ Wordpress Plugin นี้เพื่อดูว่ามีการแชร์บทความของคุณบนโซเชียลมีเดียเพียงกดปุ่มเดียว

แต่ไม่ต้องกังวลไป ถ้าคุณไม่ได้รับการลิงค์และการแชร์บนโซเชียลมีเดีย - มันเป็นแค่เพียงการโปรโมทบทความของคุณเท่านั้น ไม่ได้มีผลมากมายนัก

แต่คุณควรที่จะมุ่งความสนใจไปที่หน้าเว็บเพจเหล่านี้และรีวิวเปรียบเทียบดูข้อเสียในการแข่งขันผลการค้นหาสำหรับคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง

ทำให้รูปแบบธุรกิจท้องถิ่น ( Local Business) แสดงผลบน Google ได้อย่างไร?


โปรดทราบ: ถ้าคุณไม่มีธุรกิจท้องถิ่น โปรดข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลย

Local SEO เป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมากถ้าคุณทำธุรกิจท้องถิ่น และมันมีการทำงานที่แตกต่างจากธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจท้องถิ่น ( non - Local SEO )

ทั้งธุรกิจท้องถิ่นและไม่ใช่ธุรกิจในท้องถิ่น จำเป็นต้องมีการจัดการปรับแต่งเว็บไซต์และทำการสร้างลิงค์เพื่อทำการดันอันดับเว็บไซต์ให้อยู่ในตำแหน่งที่สูงใน Search Engine ความแตกต่างหลักที่ถูกอยู่ใน Local site ต้องมีการอ้างอิง ( Citations) อีกด้วย

การอ้างอิงเป็นการอ้างอิงแบบออนไลน์ถึงชื่อธุรกิจของคุณ, ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ หรือเรียกว่า ( NAP)

การอ้างอิงทำงานเหมือนลิงค์ เพราะว่า Google ใช้พวกมันเพื่อวัดค่าพลังออนไลน์ของธุรกิจคุณ  อะไรคือสิ่งที่ทำให้การอ้างอิงแตกต่างจากลิงค์คือการเป็นผู้เริ่มต้นไม่จำเป็นจะต้องทำการลิงค์ชี้ไปที่เว็บไซต์ธุรกิจของคุณ เพื่อที่จะให้คุณเป็นเครดิตสำหรับพวกเขา

การได้รับ NAP ก็เพียงพอที่จะเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ให้ทำการตรวจสอบธุรกิจท้องถิ่นของคุณ, ทวนซ้ำว่ามีอะไรที่ผมได้บอกคุณมาก่อนนี้, จากนั้นคือทำการค้นหาธุรกิจของคุณบน Google

ต่อไปด้วยตัวอย่างร้านขายพิซซ่า ผมก็ได้เห็นว่าพวกเขาได้มีการแสดงผลในท้องถิ่นให้เห็นแล้ว

NAP เป็นการทำ seo ด้วยตัวเองหรือการทำ Local seo

จากนั้นคุณควรตรวจสอบดูว่าถ้าธุรกิจท้องถิ่นของคุณได้อยู่ในลิสต์ด้วยคีย์เวิร์ดที่เป็นนิยม เหมือนอย่างเช่น "Pizza Thailand"

ถ้าธุรกิจท้องถิ่นของคุณยังไม่แสดงผลตามคีย์เวิร์ดเป้าหมายของคุณ คุณสามารถใช้บริการโปรแกรม Whitespark Citation Service เพื่อทำการเพิ่มอันดับเว็บไซต์ของคุณในท้องถิ่น

ถ้าคุณยังไม่สามารถค้นหาธุรกิจท้องถิ่นของคุณได้จากที่ไหน คุณจำเป็นต้องเพิ่มบริษัทของคุณด้วย Google My Business 

ไปดูขั้นตอนที่จะดำเนินการต่อไป

ในเว็บไซต์ Google My Business คลิกที่ "เพิ่มธุรกิจของคุณใน Google" 

Google My Business เป็นการเพิ่มธุรกิจของคุณใน google เป็นการทำ seo เบื้องต้น

เมื่อคุณได้ทำตามนั้นแล้ว คุณจะต้องทำการเพิ่มข้อมูลบริษัทของคุณ รวมทั้งชื่อบริษัท สถานที่ตั้ง ประเภทของการประกอบธุรกิจ เบอร์โทรของบริษัทและเว็บไซต์

ขั้นตอนนี้กินเวลาคุณไม่เกิน 5 นาที แต่จะช่วยทำให้บริษัทของคุณมีลิสต์อยู่ใน Google Map ได้

บทความของผมแสดงผลได้อย่างรวดเร็วและง่ายต่อการอ่านในทุกอุปกรณ์ได้อย่างไร?


ความเร็วของเว็บไซต์ไม่เพียงแต่ส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณแต่ยังส่งผลต่อประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้งานอีกด้วย (User Experience)

ในการโหลดเว็บไซต์แม้ช้าเพียง 1 วินาที ก็สามารถจะทำให้ Conversion ของคุณลดลงไปถึง 7% และยอดวิวลดลงถึง 11% เลยทีเดียว

ความเร็วในการโหลดเว็บไซต์มีผลต่อ Conversion rate ยอดวิวและส่งผลต่อผู้ใช้งาน UX-User Experience ส่งผลดีต่อ seo


เพื่อตรวจสอบความเร็วของหน้าเว็บเพจคุณ คุณสามารถใช้เครื่องมือ GTMetrix 

โปรแกรม GTmetrix ช่วยในการตรวจสอบความเร็วของเว็บไซต์เพื่อดูประสิทธิภาพของเว็บไซต์เป็นข้อมูลในการปรับแต่งการทำ seo

เมื่อคุณได้ใส่ URL ลงไป GTMetrix จะแสดงผลให้คุณตามนี้

คะแนนแสดงประสิทธิภาพของเว็บเพจ
เวลาที่ใช้ในการโหลด
ขนาดของหน้าเว็บเพจ
จำนวนที่ร้องขอ ( เช่น มีการร้องขอโดย GTMetrix ได้ทำการโหลดส่วนประกอบต่างๆ ในเว็บไซต์ของคุณทั้งหมด ถ้ามีการร้องขอน้อยถือว่าอยู่ในขั้นดีมาก)

คะแนนแสดงประสิทธิภาพของเว็บเพจจาก GTMtrix เพื่อใช้ในการปรับแต่ง seo

โดยทั่วไป ถ้าคุณต้องการให้เว็บไซต์โหลดภายใน 2 วินาที และขนาดของหน้าเว็บเพจต้องน้อยกว่า 1 MB

ถ้าคุณดูการแสดงผลตามรูปด้านบนคุณจะเห็นว่าเว็บไซต์ตัวอย่างได้ติดปัญหา 1 อย่าง ให้คุณเน้นไปแก้ปัญหาที่โปรแกรม GTMetrix แนะนำให้กับคุณ

บางปัญหาจากปัญหาโดยทั่วไปทั้งหมดเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพความเร็วของเว็บไซต์ที่ทำให้เกิดการ Lack ของ Browser Caching, ขั้นตอนการ Rendering,  HTTP Compression (การเข้ารหัสความปลอดภัยของเว็บไซต์) และปัญหาอื่นๆ ที่แตกต่างกันไป

ถ้าคุณต้องการเรียนรู้ปัญหาโดยทั่วไปเกี่ยวกับความเร็วของเว็บไซต์ที่มากขึ้นที่คุณพบเจอ คุณสามารถอ่านคำแนะนำ Page Speed Insight Rule ของ Google ได้ 

โชคดีที่ว่าคุณไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในการปรับแต่งความเร็วเพื่อทำให้เว็บไซต์ของคุณเร็วขึ้น

ด้วยการช่วยเหลือจาก W3 Total Cache  เป็น Wordpress Plugin  ที่มีการดาวน์โหลดไปใช้งานมากกว่า 1 ล้านครั้ง และมีการรีวิวให้คะแนนระดับ 5 ดาวมากกว่า 3,000 ครั้ง คุณสามารถใช้ทำการปรับแต่งความเร็วเว็บไซต์ของคุณได้ในไม่กี่นาที

เมื่อคุณได้ติดตั้งมันเรียบร้อยแล้ว คุณจะต้องค้นหาส่วนที่มีเลขจำนวนมาก ภายใน plugin ที่คุณสามารถทำการตรวจสอบได้

w3 total cache ปลั๊กอินช่วยปรับแต่งความเร็วเว็บไซต์ด้วยเทคนิค seo

ก่อนที่คุณจะยอมแพ้ จำไว้ว่าคุณต้องการที่จะปรับแต่งปัญหาที่เว็บไซต์ของคุณมี ไม่ใช่ทุกๆ อย่างที่คุณจะเจอต่อไปในอนาคต

จุดสุดท้าย คุณต้องกลับไปรีวิวดูประสิทธิภาพของ GTMetrix และตรวจสอบดูปัญหาที่คุณพบ

ด้วยร้าน Pizza Hut คุณจะเห็นว่าเขามีเพียงปัญหาเดียวที่ต้องแก้ไข คือ Leverage Browser Cache

และปัญหาอื่นๆ คุณมีปัญหาเกี่ยวกับบทความที่ซ้ำกัน บางปัญหาสามารถที่จะทำการแก้ไขได้ง่ายด้วยการช่วยเหลือจาก Yoast SEO 

ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีอย่างอื่น มากกว่าปัญหาที่พบ อย่างเช่น lack of browser caching ( สิ่งที่ให้ผู้ใช้งานเว็บเบราเซอร์ บันทึกหน้าเว็บเพจในหน่วยความจำของเขา) คุณต้องใช้ W3 Total Cache

ถ้ามันเป็นกรณีนั้น คุณจำเป็นจะต้องไปที่ Browser Cache ซึ่งเป็นส่วนที่แสดงเมนูรายการที่ 7 ตามรูปด้านบน

โดยทั่วไปแล้ว W3 Total Cache ได้แก้ไขปัญหาโดยทั่วไปให้เป็นปกติ ดังนั้นคุณไม่จำเป็นจะต้องทำอะไร

ตามที่คุณเห็นในรูปภาพด้านล่าง W3 Total Cache ได้กำหนดทั่วไปเกี่ยวกับ Cache

การตั้งค่า cache ทั่วไปเพื่อปรับความเร็วเว็บไซต์ตามหลัก seo

เมื่อคุณได้ทำการติดตั้ง W3 Total Cache คุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในความเร็วของเว็บไซต์คุณทันที 

ถ้าคุณไม่รู้และไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร คุณควรที่จะสอบถามหรือพูดคุยกับ Developer ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการปรับแต่งความเร็วของเว็บไซต์ ( หรือว่าเรียนรู้การเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์ด้วยตัวคุณเอง) เพื่อแก้ปัญหาที่ GTMetrix ได้ชี้ไว้

ปัญหาโดยทั่วไปอื่นๆ อีกคือการ lack of  Content Delivery Network (หรือ CDN) เป็นการให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์ของคุณดาวน์โหลดส่วนประกอบในเว็บไซต์ของคุณจากตำแหน่ง Server ของคุณ

นั้นหมายความว่าถ้า Server ตั้งอยู่ที่กรุงเทพ และผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์ของคุณอยู่ที่ออสเตรเลีย, อเมริกาหรือว่าเคปทาวน์ เบราเซอร์จะใช้เวลามากในการทำการโหลดหน้าเว็บเพจของคุณ

แต่ถ้าคุณใช้ CDN เช่น MaxCDN พวกมันจะทำการโหลดส่วนประกอบทั้งหมดจากเซิฟเวอร์แบบปิด ทำให้เว็บไซต์ดาวน์โหลดได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ถ้าคุณคลิกที่ W3 Total Cache ในส่วน General Setting  คุณสามารถที่จะเลือกชนิดของ CDN ที่คุณต้องการใช้งาน และปลั๊กอินจะทำงานหนักๆ เหล่านั้นแทนคุณเอง

การใช้ MaxCDN - content delivery network ทำให้โหลดหน้าเว็บเพจได้เร็วขึ้นเป็นปัจจัยหนึ่งของ seo

การใช้งาน W3 Total Cache และ MaxCDN จะทำให้เว็บไซต์ของคุณโหลดได้เร็วมากรวมทั้งทำการปรับแต่งประสบการใช้งานเว็บไซต์ (UX - User Experience) และอันดับเว็บไซต์ของคุณอีกด้วย

คุณควรที่จะใช้ปลั๊กอินฟรี เช่น WPSmush เพื่อปรับแต่งรูปภาพทั้งหมดของคุณและลดขนาดของหน้าเว็บเพจโดยรวมทั้งหมดของคุณได้ในไม่เพียงกี่คลิก

เว็บไซต์ของฉันปลอดภัยไหม?


ย้อนกลับไปในปี 2014  Google ได้เพิ่มการใช้ SSL เป็นหนึ่งในปัจจัยการจัดอันดับเว็บไซต์ของพวกเขา

SSL ( Secure Socket Layer ) เป็นเทคโนโลยีมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับสร้างการเข้ารหัสลิงค์ระหว่าง Web Server และ Browser  โดยทั่วไปการมีโดเมนที่เข้ารหัส SSL จะรับประกันได้ว่าเว็บไซต์ของคุณมีความปลอดภัย

เพราะว่าการใช้ SSL ส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณ คุณต้องแน่ใจว่าคุณได้ใช้มันในเว็บไซต์ของคุณแล้ว โดยเฉพาะมีการรับชำระเงินในหน้าเว็บไซต์ของคุณ

คุณสามารถที่จะใช้บริการ Let's Encrypt  ที่จะอนุญาติให้คุณเพิ่มทะเบียนการเข้ารหัส ( Encrypt Certification) ได้ฟรี

ซึ่งมันง่ายมากที่จะทำการเพิ่มทะเบียน Free SSL ในเว็บไซต์ของคุณ นั้นคือการใช้ Server ที่รวมการเข้ารหัส Encrypt แล้ว  Host เหล่านี้ ก็มี WPXhosting, Kinsta

เมื่อคุณได้ทำการติดตั้ง SSL Certificated ในระดับ Server เรียบร้อยแล้ว คุณสามารถใช้ Plugin เช่น Realy Simple SSL เพื่อใช้งานบน wordpress ได้

การใช้ Sitemap


ในตอนท้าย Google ได้พูดเกี่ยวกับการทำให้บทความของคุณง่ายในการค้นหา ในส่วนท้ายเขาได้บอกวิธีการใช้ Sitemaps 

A sitemap เป็นไฟล์ที่อยู่ในเว็บไซต์ของคุณที่บอกให้ Search Engine รู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงหน้าเว็บเพจใหม่หรือมีการเปลี่ยนแปลงหน้าเว็บเพจในเว็บไซต์ของคุณ

A sitemap จะบอกให้กับ Google ทราบว่าหน้าเว็บเพจใดที่พวกเขาควรทำการไต่สำรวจ ทั้งยังกำหนดรูปแบบ Canonical Version ( เช่น เวอร์ชั่นที่ถูกต้อง) ของแต่ละหน้าเว็บเพจ

การสร้าง Sitemap นั่นง่ายมากคุณสามารถที่จะใช้เครื่องมือ อาทิเช่น XML Sitemaps Generator หรือว่าถ้าคุณใช้ Wordpress คุณก็อาจจะใช้ Plugin เช่น Google XML Sitemapls หรือ Yoast SEO

เมื่อคุณมี Sitemap แล้ว ก็ให้คุณทำการเพิ่ม Sitemap ของคุณลงไปใน Google Search Console ตามที่พวกเขาได้อธิบายไว้ในบทความนี้

การจ้างผู้เชี่ยวชาญการทำ SEO 


การทำ SEO ต้องใช้เวลานาน

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือไม่มีเวลาและคุณอยากจะโฟกัสไปที่ธุรกิจของคุณมากกว่า (อย่างเช่นการขายและการบริหาร) ก็สามารถที่จะทำการจ้างผู้เชี่ยวชาญในการทำ SEO 

Google ได้แนะนำไว้ในคู่มือว่า

คนรับจ้างทำ SEO จำนวนมากและตัวแทนอื่นๆ และที่ปรึกษาได้เตรียมบริการสำหรับเจ้าของเว็บไซต์ ดังนี้

รีวิวบทความในเว็บไซต์ของคุณและโครงสร้าง
แนะนำเทคนิคในการพัฒนาเว็บไซต์ ยกตัวอย่างเช่น hosting, redirect page, error page การใช้ java script
การพัฒนาบทความ
การจัดการแคมเปญการพัฒนาธุรกิจออนไลน์
การวิจัยคีย์เวิร์ด
การเทรนนิ่ง SEO
เชียวชาญในการกำหนดตลาดและพื้นที่
หาที่ปรึกษาการทำ SEO ที่น่าเชื่อถือเป็นงานยาก

ผมจะช่วยให้คุณหาได้ง่ายขึ้น ให้คุณตรวจสอบดูข้อมูลตามด้านล่างนี้

มีผลงานการทำ SEO ที่เขาเคยได้ทำงานให้กับลูกค้าที่ผ่านมาและลูกค้าในปัจจุบัน ถามถึงกรณีศึกษาและแหล่งข้อมูลอ้างอิง โปรดแน่ใจว่าพวกเขาได้แสดงผลงานที่ถูกต้องและตรงกับความเป็นจริง ( เช่น แคมเปญการสร้างลิงค์ต้องดึงดูดลิงค์ที่มีพลังได้มากกว่า 15 ลิงค์ ซึ่งจะช่วยให้ได้รับทราฟฟิกแบบออร์แกนิกถึง 20% ภายใน 3 เดือน

บุคคลที่รับผิดชอบเว็บไซต์ของคุณ คุณต้องมั่นใจว่าบริษัทไม่ได้ให้ผู้มีประสบการณ์ไม่มากนักเป็นคนจัดการ โปรดแน่ใจว่าคุณได้พูดคุยกับผู้มีประสบการณ์ในการทำ SEO และรับผิดชอบจัดการเว็บไซต์ของคุณ ก่อนที่คุณจะเซ็นต์สัญญาจ้าง

แทคติตการสร้างลิงค์ที่พวกเขาใช้ โปรดมั่นใจว่าไม่มีการใช้แทคติคแบบ Black Hat เว้นเสียแต่ว่ามีสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ (ยกตัวอย่าง ถ้าคุณอยู่ในธุรกิจการพนัน) ถามเขาว่าสามารถแสดงลิงค์ที่ได้รับมาและทำอย่างไรถึงได้รับลิงค์พวกนั้น

มีกำหนดระยะเวลาและการส่งมอบงาน การทำ SEO ต้องใช้เวลาเป็นอย่างมาก แต่คุณต้องติดตามผลงานในขั้นตอนการการทำแบบเดือนต่อเดือน ก่อนอื่นเลยคุณควรที่จะโฟกัสไปที่การวิจัยคีย์เวิร์ด การจัดการเว็บไซต์ On site Optimization และเทคนิคการทำ SEO ต่อจากนั้นพวกเขาก็จะโฟกัสไปที่การสร้างลิงค์ Link Building และการเขียนบทความ บอกผู้รับจ้างว่าให้บอกคุณด้วยว่าเขาอยู่ในขั้นตอนไหนในการทำ SEO แล้ว

( ถ้าคุณยังไม่เข้าใจและสงสัยอยู่กับการหาบริษัทที่จะรับจ้างทำ SEO คุณสามารถที่จะติดต่อทีมงานของผมให้คำปรึกษาและช่วยเหลือได้ )

สิ่งสำคัญอื่นๆ ที่ต้องพิจารณา ก่อนที่คุณจะเริ่มทำ SEO 

ตามที่ Google แนะนำไว้ใน Starter Guide - 

ถ้าคุณกำลังคิดว่าจะจ้างทำ SEO สิ่งที่ดีที่สุดอันดับแรกเมื่อถึงเวลาเหมาะที่จะจ้างทำ คือเมื่อคุณได้ทำการปรับแต่งเว็บไซต์ (redesign website) หรือวางแผนที่จะสร้างเว็บไซต์ใหม่ นั้นเป็นวิธีการที่คุณและการทำ SEO ของคุณ สามารถที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณออกแบบถูกตามหลักของ Search Engine ได้ตั้งแต่เริ่มต้น อย่างไรก็ตามการทำ SEO ที่ดีนั้นสามารถที่จะทำการปรับแต่งแก้ไขเว็บไซต์ได้ตลอดเวลา

การปรับแต่ง Title Tags และ Meta Description


คุณสามารถที่จะสร้างบทความที่ดีที่สุดในโลกได้ แต่ถ้า Google ไม่รู้ว่าเว็บเพจของคุณเกี่ยวกับอะไรและคนทั่วไปไม่เข้าใจในบทความของคุณ ก็จะไม่มีใครเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ

แล้ว Title Tags และ Meta Description Tags ช่วยได้อย่างไร

ตามที่คุณได้ทราบแล้วว่า Title Tags ของคุณเป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญมากในเว็บไซต์ของคุณ

Google ได้ให้น้ำหนักกับการจัดการ Title Tags เป็นอย่างมาก ดังนั้นถ้าคุณใช้คีย์เวิร์ดที่ถูกต้องใส่ไว้ใน Title Tags ด้วย Google ก็จะให้รางวัลแก่คุณด้วยผลลัพธ์ที่ดีแน่นอน

Meta Description ที่คุณใช้จะช่วยให้คน (และ Google) เข้าใจว่าเว็บเพจของคุณนั้นเกี่ยวกับอะไร

ถ้าคุณทำงานของคุณได้อย่างถูกต้อง Click- To - Rate (CTR) ของคุณจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีการเพิ่ม Organic Traffic ของคุณ ( ถึงแม้ว่าเว็บเพจคุณไม่ได้ติดอันดับแรกก็ตาม)

นี่เป็นวิธีการที่คุณจะทำการปรับแต่ง Title Tag และ Meta Description ของคุณได้อย่างไร

การปรับแต่งหัวข้อ ( Title Tag Optimization)


เป็นสิ่งแรกและสำคัญที่สุดคือหัวข้อของคุณ (Title Tag) จำเป็นจะต้องใส่คีย์เวิร์ดหลักเข้าไปด้วย

คุณสามารถที่จะใช้คีย์เวิร์ดแบบตรงๆ ได้ (Exact Match) ( นั่นเป็นคีย์เวิร์ดที่คุณต้องการจะใช้จัดอันดับหน้าเว็บเพจ),   หรือจะใช้แบบเป็นคำวลีก็ได้

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการจัดอันดับคีย์เวิร์ดด้วยคำว่า "Pizza Hut" อย่างเช่นในกรณีของบริษัทที่พวกเราใช้เป็นตัวอย่างนี้ คุณจำเป็นจะต้องเพิ่มคีย์เวิร์ดนั้นไว้ใน Title Tag 


การใส่ Title Tag เป็นส่วนหนึ่งของการทำ seo on-page

ผ่านไปเป็นเวลาหลายวัน คุณสามารถที่จะใช้คีย์เวิร์ดหลักของคุณลงใน Title Tags และรอดูผลว่าเป็นอย่างไร

นั้นถึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณต้องมีความคิดที่สร้างสรรค์และรู้จักการใช้วิธีการเขียน SEO Copywriting ใน Title Tag ของคุณ

และในกรณีของร้านพิซซ่าที่แสดงด้านบน คุณควรสร้าง Title Tag ที่เป็นแบบนี้

โหวตร้านพิซซ่าที่ดีที่สุดในกรุงเทพ - Pizza Hut

ถ้าคุณทำธุรกิจท้องถิ่นหรือว่าบริษัทด้วยแบรนด์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว คุณต้องการที่จะเพิ่มแบรนด์ของคุณลงไปใน Title Tag โดยเฉพาะในหน้าเพจหลัก (อย่างเช่น หน้า homepage หรือหน้าหมวดหมู่ Categories Page)

สุดท้ายต้องจำไว้ว่า Title Tag จะต้องมีความยาวไม่เกิน 60 ตัวอักษร

ถ้าคุณใส่เกินกว่านั้น อาจจะส่งผลเสียต่อเว็บไซต์คุณได้ อย่างไรก็ตาม Google จะทำการตัดหัวข้อ (Title Tag) ให้สั้นลงในหน้าการค้นหา

การปรับแต่งคำอธิบาย (Meta Description) 


ในขณะที่ Title Tag มีความสำคัญในการปรับแต่งอันดับในหน้าเว็บเพจของคุณ Meta descritption ก็จะมีความสำคัญในส่วนของเนื้อหา (context)

หากคุณต้องการใช้ Meta description ตรงไหน คุณต้องใช้เทคนิคการเขียน copywriting เพื่อปรับปรุงในหน้าเว็บเพจที่เกี่ยวข้อง

นี่เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการเขียน meta description

การเขียน meta description เป็นสิ่งสำคัญในการทำ seo

คุณสามารถเห็นการแนะนำของบริษัทว่าพวกเขาเสนออะไร (ร้านพิซซ่า) ราคาเท่าไหร่ที่พวกเขานำเสนอ (เริ่มต้นที่ราคา 99 บาทและราคา 199 บาท) และพวกเขานำเสนออย่างไร ( แบบสั่งออนไลน์)

ในที่การดำเนินการที่ผ่านมาการใส่ meta description ใส่ได้ไม่เกิน 155 ตัวอักษร  ตามที่ MOZ ได้แนะนำไว้ Google ได้ขยายความยาวไปถึง 300 ตัวอักษร

การบล็อคหน้าเพจที่ไม่ต้องการ


ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีจำนวนหลายหน้าคุณไม่ต้องการให้แสดงผลใน Google ถ้าไม่เพราะว่าพวกเขาได้โพสต์บทความที่ซ้ำกัน, แสดงข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ( เช่นข้อมูลผู้ใช้งานและข้อมูลส่วนบุคคล ) 
หรือเป็นเพราะว่าผู้ใช้งานของคุณไม่ได้ค้นหาหน้าเพจนั้น

นี่อาจจะไม่ใช้ในกรณีเว็บไซต์ของคุณมีขนาดเล็กและมีจำนวนหน้าเว็บเพจน้อยกว่า 50 หน้าหรือน้อยกว่านั้น

ในวิธีการนี้ ถ้าคุณคิดว่ามีบางส่วนในเว็บไซต์ที่คุณต้องการทำการบล็อคจาก Google นี่เป็นสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำ

อันดับแรกใช้ robots.txt เป็นไฟล์ Text ต้นฉบับที่สร้างขึ้นมาเพื่อออกคำสั่งให้ robot ของ Search Engine ทำการไต่สำรวจและจัดทำดัชนีหน้าเว็บเพจบนเว็บไซต์ของพวกเขา

ตามชื่อที่แนะนำ นี่เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรยากแต่เป็น .txt ไฟล์ที่คุณสามารถเพิ่มใน server root ในโฟลเดอร์ได้เลย

robots.txt มีข้อจำกัดบางอย่างที่อยู่ในขอบเขตตามที่ Google ได้อธิบาย
robots.txt ที่ไม่เหมาะสมหรือว่ามีประสิทธิภาพที่ส่งผลอ่อนไหวในการบล็อคหรือว่าเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือ มันเป็นเพียงแต่ทำหน้าที่นักไต่สำรวจหน้าเว็บเพจเท่านั้น ถ้าหน้าเว็บเพจไหนมีคำสั่งไม่ให้ไต่สำรวจพวกมันก็ไม่ไต่ แต่มันไม่ใช่การปกป้อง server ของคุณที่ทำการกระจายหน้าเว็บเพจเหล่านั้นถึงเบราเซอร์ที่ร้องขอมา   

หนึ่งเหตุผลคือ search engine จะยังอ้างอิง URL ที่คุณได้บล็อกไว้ ( แสดงเพียง URL แต่ไม่แสดง Title หรือ Snippet ) ถ้ามีการลิงค์ไปยัง URL เหล่านั้นสักแห่งบนอินเตอร์เน็ต ( เหมือนกับการอ้างอิง logs )

ดังนั้นการไม่ยอมทำตามหรือว่าขัดขืน search engine นั้นไม่รู้เกี่ยวกับมาตรฐานของ robot ที่แยกออก ควรที่จะไม่เชื่อฟังคำสั่ง robots.txt ของคุณด้วยนั้นเอง

สุดท้าย ผู้ใช้งานที่อยากรู้อยากเห็น ควรจะทดสอบ directories หรือว่า subdirectories ในไฟล์ robots.txt และประเมิน URL ของบทความที่คุณไม่ต้องการให้เห็น
Google พยายามที่จะบอกอะไรในการใช้ robots.txt เป็นส่วนหนึ่งที่ยังเป็นปริศนาของทั้งหมด ถ้าคุณทำการลิงค์ภายในเว็บไซต์ ไปยังหน้าเว็บเพจที่คุณต้องการบล็อค Google อาจจะทำการไต่สำรวจ (Crawl) หรือจัดทำดัชนีหน้าเว็บเพจ (Index) นั้นก็ได้ 

ถ้าคุณต้องการทำให้แน่ใจว่า Google จะไม่จัดทำดัชนีหน้าเว็บเพจ  ( ถึงแม้ว่ามันจะไต่สำรวจแล้วก็ตาม) คุณต้องใช้ "noindex" tag ใส่เข้าไปใน header ของหน้าเว็บเพจ

คุณสามารถใส่เข้าไปในทุกๆ หน้าเว็บเพจที่คุณต้องการบล็อคหรือว่าใช้ Plugin อย่างเช่น Yoast SEO 

โดยการใช้ "noindex" tag Goolgle จะทำการไต่สำรวจมันแต่จะไม่มีการจัดทำดัชนี 

การใช้โครงสร้าง Data Markup ( Using Structure Data Markup ) 


วิธีการที่ Google แสดงผลอาจมีการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา  หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คือการใช้ Structured Data Markup 

ในนิยามของ Google, Structured Data Markup คือ:

 [A] โค้ดที่คุณสามารถเพิ่มเข้าไปในหน้าเว็บเพจของเว็บไซต์คุณที่อธิบายบทความของคุณต่อ Search Engine ดังนั้นพวกเขาสามารถที่จะเข้าใจได้เป็นอย่างดีว่าเว็บเพจของคุณเกี่ยวกับอะไร

Search Engine สามารถใช้ความเข้าใจนี้เพื่อแสดงบทความของคุณที่เป็นประโยชน์ ( และจับตามอง ) ในการแสดงผล

นั่นสามารถที่จะช่วยคุณในการดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ถูกต้องในธุรกิจของคุณ 

และอื่นๆ  Sturcture Data ยังช่วยผู้ใช้งานค้นหาเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องอีกมากหรือหน้าเว็บเพจที่ไม่มีการเข้าชม นี่สามารถส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อ CTR ของคุณ และ Search Engine Traffic 

นี่เป็นบางตัวอย่างที่จะช่วยให้คุณเห็นว่าพวกเขามองและทำงานอย่างไร

ถ้าคุณมองดูบริษัทอเมซอน Google จะไม่แสดงแค่เพียงเว็บไซต์ของพวกเขาและหน้าเว็บเพจ แต่จะแสดงผลดังกล่าวด้วย:

Structure Data Markup เป็นปัจจัย seo ที่แสดงข้อมูลหน้าเว็บเพจเพิ่ม

ข้อมูลที่คุณเห็นด้านขวาที่นำเสนอมี Structure Data Markup 2 ชนิดที่แตกต่างกัน ทั้งโลโก้และบทความอีกด้วย

สุดท้าย ถ้ามีคุณมีธุรกิจท้องถิ่น (Local Business)  Google สามารถแสดงข้อมูลที่มีประโยชน์ได้มากมายเหมือนกับตัวอย่างในด้านล่าง

ธุรกิจท้องถิ่น local business แสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์นั้นเพิ่มเติม

ถ้าคุณไม่แน่ใจว่ามีการใช้ Structure Data Markup ในเว็บไซต์ของคุณหรือยัง ตรวจสอบได้โดยตรงและโดยอ้อมว่าคู่แข่งของคุณกำลังทำอย่างไร

ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือในการเริ่มต้น ติดตามดู Google's Guide  จะอธิบายรายละเอียดไว้เป็นจำนวนมาก ว่าพวกเขาทำงานอย่างไร 

เมื่อคุณได้รับการเพิ่มเข้าไปในเว็บไซต์ของคุณ ให้ใช้บางเครื่องมือของ Google's Tool เช่น Google Structured Data Markup Helper  รวมทั้งบาง wordpress plugin ที่มีประโยชน์ เช่น Yoast SEO และ WP SEO Structure Data Schema  

โปรดแน่ใจว่าคุณได้ทดสอบ new markup ของคุณโดยการใช้ Google Structure Data Testing Tool 

การปรับแต่งรูปภาพของคุณ ( Optimise your images )


ในขณะที่คนทั่วไปชอบดูรูปภาพ แต่ Google ไม่สามารถที่จะอ่านความหมายรูปภาพออกได้ นั่นคือเหตุผลที่ต้องมี "alt" tag คุณอธิบายรูปภาพเกี่ยวกับอะไรและ Google จะวิเคราะห์บนพื้นฐานของพวกเขาเอง 

Google บอกไว้ว่า:

ถ้าผู้ใช้งานเว็บไซต์กำลังชมเว็บไซต์ของคุณด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย อย่างเช่น เครื่องอ่านหน้าจอ ( Screen Reader ) บทความของคุณต้องใส่ alt tag เกี่ยวกับรูปภาพไว้ด้วย

การปรับแต่ง alt tag ของคุณง่ายมาก: เพิ่มคีย์เวิร์ดหลัก (และความหลากหลายของมัน) ด้วยประโยคอธิบาย

จะใช้คำว่า Pizza เป็นตัวอย่าง ถ้าคุณมีรูปภาพพิซซ่า 10 รูปที่แตกต่างกันในหน้า homepage ของคุณ คุณไม่ต้องการใช้คีย์เวิร์ดที่เหมือนกันในรูปภาพทั้งหมดของคุณ Google จะเป็นคนพิจารณาเองว่ารูปภาพไหนไม่จำเป็น

ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจจะตั้งค่า ALT Tag "ร้านพิซซ่าที่อร่อยที่สุดในกรุงเทพ" สำหรับรูปภาพพิซซ่าหลักของคุณ

ถ้าคุณมีรูปภาพที่แตกต่างกัน 3 รูปในแต่ละรูปภาพพิซซ่าของคุณ คุณควรเพิ่มความหลากหลายอื่นๆ เช่น 

ร้านพิซซ่าที่ชอบที่สุดในกรุงเทพ
พิซซ่าหน้าทุเรียน
พิซซ่าแบบอิตาเลียนที่อร่อยที่สุดในกรุงเทพ

แน่นอนว่า คุณควรทำการวิจัยคีย์เวิร์ดก่อนเป็นอันดับแรก

ความเกี่ยวข้องด้วย alt tag ของคุณและ Google จะจัดอันดับหน้าเว็บเพจที่เหมาะสมให้กับหน้าเว็บเพจของคุณตามคีย์เวิร์ดที่คุณต้องการ 

ส่วนประกอบอื่นที่ต้องพิจารณาคือขนาดของรูปภาพ

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมแนะนำให้คุณใช้บริการ เช่น Smush Image Compression Optimization 

เมื่อคุณได้ติดตั้งมันบนเว็บไซต์ wordpress ของคุณแล้ว plugin จะทำงานโดยอัตโนมัติด้วยการบีบอัดรูปภาพของคุณทำให้มันเล็กลงและง่ายในการโหลด

การทำ SEO สำหรับเว็บไซต์มือถือ ( SEO for Mobile Website )


ทราฟฟิกจากมือถือกลายเป็นสิ่งสำคัญเทียบเท่ากับทราฟฟิกจาก Desktop: ในปี 2017 คิดเป็น 50.3% ของทราฟฟิกจากเว็บไซต์ทั้งหมดจากทั่วโลก

mobile website ออกแบบเว็บไซต์สำหรับมือถือเป็นปัจจัยสำคัญในการทำ seo

นั่นหมายความว่าคุณจำเป็นต้องปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณสำหรับทราฟฟิกจากมือถือ

การปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณสำหรับทราฟฟิกมือถือคุณควรใช้การออกแบบเว็บไซต์ที่รองรับมือถือ ( Responsive Web Design )

โดยการใช้ Responsive Web Design คุณกำลังออกแบบเว็บไซต์ของคุณเพื่อปรับอัตโนมัติด้วยตัวมันเองตามชนิดของเบราเซอร์และขนาดของหน้าจอไม่จำเป็นจะต้องทำการเปลี่ยน URL หรือโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณ

มี Wordpress Theme ดีๆ เป็นจำนวนมากที่รองรับมือถือ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะใช้ wordpress ดังนั้นให้ทำการตรวจสอบอีกครั้งว่าเว็บไซต์ของคุณรองรับกับมือถือหรือไม่

Google แนะนำการใช้ Mobile Friendly Test ตรวจสอบดู ถ้าหน้าเว็บเพจในเว็บไซต์ของคุณพบกับเกณฑ์กำหนดที่ร้องขอ

mobile friendly เป็นอัลกอริทึ่มหนึ่งของ google ส่งผลดีต่อ seo

คุณยังสามารถตรวจสอบได้ด้วยรายงาน Search Console Mobile Ability  เพื่อแก้ไขความสามารถในการรับรองมือถือที่ส่งผลกระทบต่อเว็บไซต์ของคุณ

การใช้งานร่วมกับ AMP


มีวิธีการอื่นที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณรองรับกับมือถือมากขึ้น ( more mobile friendly) คือการใช้รูปแบบ Accelerated Mobile Pages ( AMP ในแบบสั้นๆ ) 

AMP เป็นภาษาแบบ Markup ที่เน้นใช้งานกับโทรศัพท์มือถือเพื่อเพิ่มความเร็วของหน้าเว็บเพจให้ผู้ใช้งานโหลดได้เร็วขึ้น

ถ้าเว็บไซต์ของคุณใช้ wordpress และคุณอยากเริ่มใช้ AMP คุณสามารถใช้ plugin เช่น AMP for WP  หรือ wordpress เป็นเจ้าของเอง AMP for Wordpress

สุดท้าย Google แนะนำให้คุณทำให้เว็บไซต์ให้ทำงานรองรับกับทุกอุปกรณ์ ( รวมทั้ง Desktop, คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ, มือถือ )

ผู้ใช้งานกับมือถือหวังว่าจะเปิดเว็บไซต์ได้ง่าย - เช่นการแสดงความคิดเห็นและการกดปุ่มออก - และคอนเทนต์ที่แสดงผลบนโทรศัพท์มือถือรวมทั้งอุปกรณ์อื่นๆ ที่เว็บไซต์ของคุณสามารถรองรับได้

เพิ่มเติมเกี่ยวกับบทความต้นฉบับ - ทำให้แน่ใจรูปภาพที่มีในเว็บไซต์ทั้งหมดและวิดีโอที่ฝังและสามารถเข้าถึงได้ง่ายบนอุปกรณ์มือถือ

สำหรับ Search Engine ให้เตรียมข้อมูลโครงสร้างทั้งหมดและข้อมูลยิบย่อย (metadata) อื่นๆ - อย่างเช่น Title Tag, description, link-elements, และ meta - tags อื่นๆ และเรื่องราวทั้งหมดของหน้าเว็บเพจ

สรุปบทความ


Google's updated SEO starter guide  ไม่ใช่คำแนะนำใหม่ในหลักการทำ SEO แต่อย่างใด

แต่ในตรงกันข้าม มันเป็นการอัพเดทที่เราได้ทราบกันดีอยู่แล้ว แต่เราไม่เคยได้ยินโดยตรงจาก Google 

ในตอนนี้คุณก็ได้รู้แล้วว่ามีอะไรที่ Google คาดหวังจากคุณ ถึงเวลาที่เราต้องลงมือทำกันแล้ว

Google จะขอบคุณสำหรับสิ่งเหล่านี้กับคุณแน่นอน

คำถามที่ถูกถามบ่อย

SEO มีความจำเป็นสำหรับการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google หรือไม่?

 SEO เป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมากถ้าคุณต้องการจัดอันดับเว็บไซต์ใน Google ไม่เพียงแต่มันจะทำให้ Google ค้นหาเว็บไซต์ของคุณเจอและจัดทำดัชนีเท่านั้นแต่มันจะทำให้เว็บไซต์ของคุณปรากฎในอันดับต้นๆ ของผลการค้นหา

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google เน้นเป็นอย่างมากในการทำ SEO ทั้งการทำ on page SEO ไปจนถึงการสร้างลิงค์ ( Link Building )

คุณสามารถทำ SEO ได้ด้วยตนเองหรือไม่?

ทุกคนสามารถทำ SEO ได้ด้วยตนเองแต่อย่างไรก็ตามมันอาจจะต้องใช้ความรู้และก็ใช้เวลาอยู่บ้าง ดังนั้นถ้าคุณต้องการวิธีการลัดคุณสามารถหาคนรับจ้างทำ SEO ให้กับคุณได้

ถ้าคุณไม่ต้องการที่จะลงทุนทำ SEO ด้วยตัวของคุณเอง

ฉันสามารถเรียนรู้การทำ SEO อย่างรวดเร็วได้อย่างไร?

วิธีการที่ดีที่สุดที่คุณสามารถจะเรียนรู้การทำ SEO อย่างรวดเร็วถ้าคุณติดขัด ให้คุณอ่านบทความการสอนทำ SEO เหล่านี้ แล้วเริ่มดำเนินกลยุทธ์การทำ SEO ของคุณไปทีละขั้นตอนอย่างถูกวิธี

ผมแนะนำให้คุณเริ่มต้นการทำ SEO ด้วยการใช้ Google Analytics เป็นวิธีการที่จะตรวจสอบดูความแตกต่างในส่วนต่างๆ ของเว็บไซต์คุณ และดูว่าสิ่งไหนทำงานได้ดีและอะไรผิดปกติ จากนั้นคุณก็จะสามารถเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาได้ทันที

ฉันสามารถที่จะปรับปรุงอันดับเว็บไซต์ของฉันใน Google ปี 2020 อย่างไร?

คุณสามารถปรับปรุงอันดับเว็บไซต์ใน Google โดยการตรวจดูปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google ทั้งหมดและทำการปรับปรุงเว็บไซต์ของคุณตามคำแนะนำเหล่านั้น คุณสามารถทำการตรวจสอบเว็บไซต์เพื่อค้นหาและแก้ไขปัญหา SEO  ที่อาจะมีหรือไม่มีก็ได้