สุดยอดบล็อกสอนเทคนิคการหาเงินออนไลน์ - indycreators: เริ่มต้นการหาเงินออนไลน์ในปี 2019

เริ่มต้นการหาเงินออนไลน์ในปี 2019

Chaiyapat Chuenchom | 11/11/2562 |
หลายคนอยากมีรายได้เสริมจากการขายของออนไลน์ และการหาเงินในโลกออนไลน์ก็มีมากมายหลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการเป็น Yotuber หรือการเป็น Blogger  ซึ่งหากคุณอยากเรียนรู้การหาเงินออนไลน์และการทำการตลาดออนไลน์ที่ถูกวิธี

ผมอยากให้คุณมาเริ่มเรียนรู้กับผมได้เลย ด้วยประสบการณ์การทำงานด้านการตลาดออนไลน์และคลุกคลีอยู่กับคอมพิวเตอร์มานานมากพอ ทำให้ผมเก็บเกี่ยวเคล็ดลับวิธีการหาเงินออนไลน์ได้ง่ายๆ หลายวิธี แม้ไม่มีโปรไฟล์หรือรางวัลใดๆ การันตีความสามารถ  แต่ด้วยความรู้และความชำนาญทีผมมีจะช่วยทำให้คุณมีรายได้จากการหาเงินออนไลน์ได้อย่างแน่นอน   นี่เป็นตัวอย่างผลงานการเป็นยูทูปเบอร์ของผมใน Channel หนึ่ง


แต่ในวันนี้ผมไม่เพียงแต่จะมาสอนคุณถึงเทคนิควิธีการหาเงินออนไลน์จาก Youtube เท่านั้น  ผมจะสอนคุณให้เป็นบล็อกเกอร์ การทำตลาดออนไลน์ การหาเงินออนไลน์จาก Google Adsense การทำ Affilitate Marketing และการทำ SEO ด้วยเทคนิคเคล็ดลับทั้งหมดที่เกี่ยวกับ Internet Marketing เผยให้คุณรู้แบบหมดเปลือก ไม่มีกั๊ก!

ด้วยการถ่ายทอดเทคนิคแบบง่ายๆ ในสไตล์ของผม เพียงเท่านี้  คุณก็สามารถหาเงินออนไลน์ได้ด้วยตนเองแล้ว การหาเงินออนไลน์มันไม่ได้ยากอย่างที่คุณคิด  ก่อนอื่นผมอยากจะสอนให้คุณสร้างบล็อกเป็นของตัวเองก่อนในแบบรวดเร็วและง่ายก่อน คือ การสร้าง Blogger ของตัวเอง และผมก็จะสอนการสร้างเว็บไซต์ด้วย Wordpress และการทำ Internet Marketing แบบละเอียดทุกขั้นตอน  ตั้งแต่ต้นจนจบ! ในแต่ละบทความที่ผมจะทยอยเขียนบทความและโพสต์ลงในบล็อกนี้

เราไปสร้างบล็อกเป็นของตัวเองเป็น Blog แรกกันเลยนะครับ
คุณพร้อมหรือยัง!!!

ขั้นตอนที่ 1 สมัครเปิดบัญชี Google โดยสมัคร Gmail

Blogger หรือ Blogspot เป็น Platform หนึ่งของ Google ซึ่งพัฒนาไว้ให้กับคนที่อยากมี blog เป็นของตนเอง ซึ่งได้พัฒนามานานและต่อเนื่องเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของ Google

ที่ให้คุณใช้งานได้ฟรี ด้วยการสมัครและลงมือทำไม่กี่ขั้นตอน คุณก็สามารถที่จะปรับแต่งหน้าตาของบล็อกได้ด้วยตนเองด้วยรูปแบบภาษาพื้นฐาน HTML, CSS หรือคุณจะเลือกเป็นธีมสำเร็จรูปที่ Blogspot มีไว้ให้ และใช้งานได้ง่าย

ทำไมผมถึงแนะนำให้คุณหรือมือใหม่สร้าง blog ของตนเองด้วย Blogger หรือ Blogspot ก่อน?

  1. มันง่ายและฟรี เหมาะสำหรับคนไม่มีพื้นฐานมาก่อน ถ้าคุณใช้ Blogspot จนเกิดความชำนาญแล้ว คุณ  ก็สามารถจะพัฒนาไปใช้ wordpress หรือ joomla หรือการสร้างเว็บไซต์ เว็บบล็อกอื่นๆ ที่ยากขึ้นไปได้
  2. การใช้งานบล็อกมีรูปแบบที่ง่าย คุณสามารถเลือกธีมสำเร็จรูปและปรับแต่งหน้าตา blog ของคุณได้หลากหลาย สามารถเขียนบทความโพสต์ลงได้เลยในทันที
  3. เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาของ Google ดังนั้นจึงมีการสนับสนุนเครื่องมือต่างๆ ในการแก้ปัญหา ตลอดจนเทคนิควิธีการที่ใช้งานได้ง่าย
  4. ผมพิจารณาดูแล้ว Blogger นี้เหมาะสำหรับมือใหม่และไม่มีความรู้ด้านภาษาคอมพิวเตอร์เลย เพราะว่ามี Pattern สำเร็จรูปให้เลือกใช้ จนผู้ใช้เกิดความชำนาญและจะสามารถพัฒนาตัวเองต่อไปได้แน่นอน
แต่ Blogspot ก็มีข้อเสีย จึงไม่เหมาะสำหรับมือเก่าที่มีความชำนาญในการสร้าง blog แล้ว คนที่เก่งหรือทำบล็อกเป็นอยู่แล้ว ก็ข้ามขั้นตอนการสร้าง blog นี้ไปได้เลย

ข้อเสียของ Blogspot หรือ blog ฟรีต่างๆ มีดังนี้
  • ไม่สามารถควบคุม web server ได้และอาจได้รับ Storage ที่จำกัด ในการจัดเก็บรูปภาพหรือวิดีโอ
  • ไม่สามารถปรับแต่งหน้าตาของบล็อกได้มากนัก และมี Theme สำเร็จรูปให้เลือกจำกัด 
  • การปรับแต่งด้วยการใช้ภาษา HTML, CSS, PHP หรือใส่ script ต่างๆ ยุ่งยากกว่า Wordpress เพราะไม่มี Plugin สนับสนุน 
  • ถ้าใช้แบบฟรีไม่สามารถจัดการ Domanin Name ได้  คุณจะได้รับโดเมนเนมในรูปแบบนี้เท่านั้น yourblog.blogspot.com แต่ถ้าคุณเสียเงินค่าซื้อโดเมนกับ Google เลย  คุณก็จะได้ yourblog.com ได้ แต่ web server จะไปฝากไว้กับ google drive
  • ไม่เหมาะกับมือใหม่ที่ต้องการจะสร้าง blog นี้ ให้เป็นบล็อกมีชื่อเสียงหรือบล็อกดังๆ ต่อไปในอนาคต หากคุณไม่ชำนาญการปรับแต่งหรือภาษาคอมพิวเตอร์ต่างๆ เพราะความยืดหยุ่นไม่มากนัก  แต่ก็สามารถสร้างเงินได้จาก adsense และ affiliate ได้ดี แต่ผมแนะนำให้ใช้เป็น wordpress จะดีกว่า หากอยากพัฒนาตนเองเป็น Professional Blogger

แต่ไม่ต้องกังวลว่า Blogspot จะสร้างรายได้ไม่ได้ ถ้าคุณทำตามผม  ผมมีวิธีจะบอกคุณและหาเงินออนไลน์ให้คุณได้แน่นอน ไปดูวิธีการสมัคร gmail และเปิดบัญชี Google กันเลยดีกว่า


1. การสมัครบัญชี Google นั้นจะผูกกับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ Google ก่อนอื่นคุณจะต้องสมัคร Gmail ก่อน และบัญชี Gmail นั้นจะเป็นบัญชี Google คุณโดยอัตโนมัติ



2. สร้างบัญชี Google โดยใช้ Gmail ที่สมัครแล้ว ในหน้าเบราเซอร์นั้นจะ log in เข้าโดยอัตโนมัติ


3. เปิดหน้าเบราเซอร์ใหม่ ไปที่ www.blogger.com จะนำคุณเข้าสู่หน้าการสร้าง blogger อัตโนมัติ ให้คุณใส่ชื่อโปรไฟล์ที่อยากให้แสดง  โปรไฟล์ของคุณก็จะได้ url ที่กำหนดให้อัตโนมัติจาก blogger เป็น www.yournameblog.blogspot.com 

ในขั้นตอนนี้ให้คุณไปอ่านหัวข้อ "วิธีการเลือกชื่อ Domain Name" หากคุณอยากมีโดเมนเนมของตัวเองในแบบที่กำหนดได้ จะเป็นแบบนี้  www.yourblogname.com




4. จากนั้นคุณก็จะมี blog ส่วนตัวและสามารถเขียนบทความและเลือกธีมปรับแต่งหน้าตาบล็อกของตัวเองได้ตามสบาย


ขั้นตอนที่ 2 การเลือก Theme ของ Blog และการปรับแต่ง Blog


หลังจากที่คุณได้ติดตั้ง blog ของตัวเองสำเร็จแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการปรับแต่งหน้าตา blog ของคุณ และก่อนที่คุณจะปรับแต่งหน้าตาของบล็อก ให้คุณเข้าไปเลือก Theme สำเร็จรูปใน blogspot ก่อน มีหลายรูปแบบให้คุณเลือกใช้ได้ตามใจชอบ

การออกแบบหน้าตาของบล็อกเป็นขั้นตอนสำคัญที่มีส่วนทำให้บล็อกของคุณประสบความสำเร็จเพราะถ้าหน้าตาบล็อกของคุณดี สวยงาม ทันสมัย ก็จะดึงดูดใจให้ผู้เข้ามาเยี่ยมชมบล็อกของคุณเยอะขึ้น

วิธีการเลือกธีมให้เหมาะสมกับเรื่องหรือหัวข้อของ blog ที่คุณจะเขียน
  • หน้าตาของธีมเรียบง่ายและปุ่มหรือลิ้งค์ต่างๆ ในเว็บไซต์วางในตำแหน่งเหมาะสม สวยงาม
  • ธีมต้องรองรับ Mobile Responsive ด้วย คือ เปิดใช้ในมือถือหรือไอแพดแล้วหน้าตาปรับพอดีเหมาะสมกับหน้าจออุปกรณ์เคลื่อนที่ทุกชนิดนั่นเอง
  • ธีมต้องไม่มีหน้าตาหรือปุ่มหรือลิ้งต่างๆ รกหน้าจอจนเกินไป ดูแล้วไม่สบายตา
  • ง่ายต่อการปรับแต่งปุ่มหรือเปลี่ยนที่วางตำแหน่งเมนูและลิ้งค์ต่างๆ
ถึงแม้ว่าธีมใน Blogspot จะมี Pattern ให้คุณเลือกไม่มากนัก แต่ก็มีข้อคำนึง คือ ผมอยากให้คุณเลือกให้เหมาะหรือ match กับสไตล์ของเรื่องที่คุณจะเขียนบทความเกี่ยวกับบล็อก เช่น คุณจะทำบล็อกเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ก็ให้ลองเลือกดู Theme ต่่างๆ ที่มีอยู่ ดูว่า Theme ไหนน่าจะเหมาะมากที่สุด ผมคงชี้นำหรือเลือกให้คุณยาก คุณต้องเลือกเองว่าคุณชอบสไตล์แบบไหนดี เพราะเรื่องอย่างนี้มันต้องใช้ กึ๋น! ของตัวคุณเองอยู่พอสมควร

ให้คุณเข้าไปดูเมนู Dashboard ของ blogger แล้ว ไปที่ >> ธีม


คุณจะเห็นแบบธีมต่างๆ ให้เลือกอยู่เยอะพอสมควรให้คุณลองคลิ๊กเข้าไปดูตัวอย่างหน้าตาของธีมก่อน หากถูกใจธีมไหนก็ให้กดเลือก > ใช้กับบล็อกได้เลย

หลังจากที่คุณเลือกธีมของบล็อกได้แล้ว  ให้คุณเข้าไปปรับแต่ง โดยที่ไปที่เมนู > ธีม แล้วไปที่ >ปรับแต่ง คุณสามารถเข้าไปปรับแต่งหน้าตา layout และสีสันของธีมได้ตามใจชอบ


เมื่อคุณปรับแต่งหน้าตาธีมจนเป็นที่พอใจแล้ว

หากคุณยังงงๆ อยู่ผมได้ทำเป็นวิดีโอตัวอย่างการปรับแต่งธีมเบื้องต้น  ให้คุณดูวิดีโอและลองทำตามดูก่อนสักพัก  คุณก็จะคล่องและชำนาญขึ้นเองครับ


ขั้นตอนที่ 3 เชื่อม Domain Name กับ web server ของ Google


ถ้าคุณได้สมัครบล็อกเกอร์กับ Blogspot แล้วคุณจะได้ Domain Name ที่ blogspot กำหนดให้ในรูปแบบนี้ yourblog.blogspot.com ชื่อโดเมนเนมจะยาวไปและดูไม่เป็นมืออาชีพ

ผมจึงอยากแนะนำให้คุณเปลี่ยนชื่อโดเมน เป็น yourblog.com โดยจดทะเบียนโดเมนเนมกับ Google เลย ซึ่งจะเสียค่าทำธรรมเนียมเป็นรายปี อย่างโดเมนนี้ของผม https://www.indycreators.com ก็ราคารายปี 420 บาท ถ้าคุณคิดจะทำบล็อกนี้เป็นจริงเป็นจัง และเป็นแหล่งทำเงินออนไลน์ ราคานี้ก็ถือว่าคุ้มค่าเลยทีเดียว

แม้เราจะเข้าไปจัดการฐานข้อมูล web server ไม่ได้เหมือนกับที่เราซื้อ hosting แยก แต่ว่าข้อมูลหรือ storage ของเรา Google จะเก็บไว้ใน Google Drive และก็มีพื้นที่ให้เราเก็บไฟล์ที่เป็นรูปภาพ และวิดีโอในบล็อกได้เพียงพอแน่นอน

แต่ถ้าคุณอยากจะใช้ web server อื่น หรือไปซื้อกับ web hosting อื่น แล้วใช้ blogger นี้ ชี้ไป Domain Name Sever (DNS) ไปที่ Hosting นั้นๆ ได้ ไปดูวิธีการกัน  

วิธีการซื้อโดเมนเนมของ Google ไปที่ https://domains.google.com หรือไปที่ Dashboard Blogger > การตั้งค่า > พื้นฐาน > ไปที่ การเผยแพร่ > ซื้อโดเมน


จะมีหน้าต่างป๊อบอัพให้เลือก ดังรูปด้านล่าง


วิธีการเลือกชื่อโดเมนเนม ก็เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างบล็อกเป็นอย่างมาก เพราะนั้นจะเป็นที่จดจำ เป็นเอกลักษณ์ กลายเป็นแบรนด์ของคุณตลอดไป

ถ้าคุณไม่รู้จะตั้งชื่อโดเมนเนมอะไรดี ให้กับบล็อก ผมมีหลักการในการเลือกชื่อโดเมนเนม
  • อันดับแรกคุณต้องนึกให้ออกก่อนว่าคุณต้องการหรืออยากจะทำบล็อกเกี่ยวกับอะไร?
  • แต่ถ้าคุณนึกไม่ออก ก็ให้คุณนึกถึงสิ่งที่คุณน่าจะถนัดและมีความเชี่ยวชาญมากที่สุด ผมมีเคล็ดลับแนะนำให้คุณ 3 ส่ิงที่คุณคิดว่าคุณทำได้ ไปดูกัน
  1. เขียน 3 สิ่งที่คุณคิดว่าคุณทำได้ดี
  2. เขียน 3 สิ่งที่คุณคิดว่าคุณมีความสนใจหรือทำแล้วมีความสุข
  3. เขียน 3 สิ่งที่คุณคิดว่าคุณอยากเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งนั้น

ผมคิดว่านี่อาจจะพอเป็นไอเดียให้กับคุณได้ ในการเลือกที่จะเขียนบทความของบล็อกเกี่ยวกับเรื่องอะไรดี และคุณคิดว่าเป็นสิ่งที่คุณทำได้เก่งที่สุด

ผมแนะนำให้คุณเขียนบทความที่คุณมีความสนใจและมีความรู้หรือความถนัดเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ  เพราะว่าจะทำให้คุณสามารถเขียนบทความได้หลายบทความและมันเกิดจากความรู้ภายในตัวคุณที่แท้จริง มันจะค่อยๆ กลั่นกรองออกมาเรื่อยๆ เมื่อคุณเขียนบล็อกไปสักระยะ  ก็จะมีผู้ที่สนใจบทความที่คุณเขียนหรือเรื่องที่คุณเล่า มาติดตามคุณเพิ่มมากขึ้น



เมื่อคุณเลือกหัวข้อที่จะเขียนบทความหรือทำบล็อกได้แล้ว  ก็ให้เลือกชื่อโดเมนเนมให้สัมพันธ์กันหัวข้อหรือบทความที่คุณต้องการจะเขียน

เคล็ดลับในการเลือกชื่อง่ายๆ ดังนี้
  • ง่ายในการจดจำ
  • ง่ายในการพูดและการออกเสียง
  • อย่ามีเครื่องหมายพิเศษหรือเครื่องหมายแปลกแทรก เช่น &[email protected]",
  • ให้ใช้นามสกุล .com เป็นหลัก แต่ถ้าจะใช้ .net .co หรืออย่างอื่นก็สุดแล้วแต่คุณ


DomainSearch

ขั้นตอนที่ 4 การเขียนบทความลง blog บทความแรก


มาถึงขั้นตอนสุดท้ายเป็นขั้นตอนที่ท้าทายความสามารถของคุณในการทำบล็อกแล้ว นั่นคือการเขียนบทความแรกของคุณลงในบล็อก

การเขียนบทความครั้งแรกและการโพสต์บทความลง คุณอาจจะยังไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง เหมือนกับผมที่เขียนบทความครั้งแรกเหมือนกัน แต่ไม่ต้องกลัวหรือกังวลใดๆ เพราะผมมีบทความแนะนำวิธีการเขียนบทความด้านการตลาด Content Marketing ให้คุณอ่านในบล็อกนี้ของผม

ก่อนอื่นให้คุณไปที่ Dashboard ของ Blogger ไปที่ เมนู บทความ > บทความใหม่

คุณจะเห็นหน้าต่าง สำหรับการเขียนโพสต์แบบนี้


ผมจะอธิบายว่าในแต่ละส่วนหรือตำแหน่งนั้นใช้ทำอะไร

1.หัวข้อบทความ : เป็นตำแหน่งใส่หัวข้อเรื่องบทความที่คุณจะเขียน

2. เพิ่มไฟล์มีเดีย : เป็นตำแหน่งเพิ่มไฟล์ภาพ ไฟล์วิดีโอ หรือแทรกลิ้งค์ต่างๆ ลงในบทความ และยังมีเมนูต่างๆ ให้กดเปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งาน

3. พื้นที่เขียนบทความ : เป็นบริเวณหลักที่ใช้เขียนบทความทั้งหมด ด้วยการพิมพ์ตัวอักษรใส่ตรงนี้

4. เมนูบันทึก โพสต์ : เป็นบริเวณที่ทำการบันทึกบทความที่เขียน หรือดูตัวอย่างก่อนโพสต์ และโพสต์บทความสู่สาธารณะ

5. การตั้งค่าโพสต์ : เป็นบริเวณที่ใส่แท็ก ตั้งเวลาโพสต์ กำหนดลิ้งค์ของโพสต์ คำอธิบายสั้นๆ ต่อการค้นหาของ googlebot และตัวเลือกการตั้งค่าแสดงความคิดเห็น และฟังก์ชั่นการทำงาน

คุณพร้อมที่จะเขียนบทความแรก ของคุณหรือยัง ไปดูตัวอย่างด้านล่างนี้เลยนะครับ


เมื่อคุณเขียนบทความเสร็จ ก็กดที่ปุ่มเผยแพร่ เป็นอันเสร็จเรียบร้อย คุณได้เขียนบทความแรก และได้โพสต์ให้สู่สาธารณะให้ผู้อ่านได้อ่านบทความคุณแล้ว

ขอแสดงความยินดีกับบล็อกใหม่ของคุณ และบทความแรกที่น่าประทับใจที่จะช่วยทำเงินออนไลน์ให้คุณอีกด้วย

คำถามที่ถามบ่อยเกี่ยวกับการติดตั้งบล็อก


เมื่อคุณรู้วิธีการติดตั้งบล็อกเรียบร้อยแล้ว ผมรู้ว่าคุณก็อาจจะยังงงๆ สงสัยเกี่ยวกับบล็อกอีกหลายๆ เรื่อง และมีคำถามที่อยากจะถามอยู่แน่นอน

ดังนั้นผมได้ทำคำตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำบล็อกไว้ที่ผมได้รับคำถามบ่อยๆ และคิดว่าอาจจะช่วยคลายข้อสงสัยของคุณได้

คลิ๊กคำถามด้านล่างทีละคำถามเพื่อดูคำตอบที่ผมได้ตอบไว้ และลิ้งค์ไปยังบทความนั้นๆ เพื่ออธิบายให้คุณเข้าใจมากขึ้นการในการสร้างบล็อกเพื่อหาเงินออนไลน์ของคุณให้ประสบความสำเร็จ

เริ่มสร้างบล็อก

+ ฉันต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ในการทำบล็อก?

คำตอบ คือ ถ้าคุณจะทำบล็อกนี้ให้เป็นบล็อกหาเงินออนไลน์แบบจริงจังเลย ขึ้นอยู่กับคุณจ่ายเป็นรายกี่ปีสำหรับค่าจดโดเมนเนม หรือคุณจะเลือกใช้ web server อื่นแต่มาเชื่อมกับโดเมนเนมของ Google ก็ได้ ค่าโดเมนรายปีไม่เกิน 500 บาท ค่า Hosting ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการนั้น โดยส่วนมากประมาณ 1,000 กว่าบาทต่อปี

สำหรับบล็อกที่ใช้รูปแบบ Wordpress จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 1,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการเลือก Theme สำเร็จรูปจากผู้ให้บริการ หากคุณยังมือใหม่แนะนำให้ทดลองใช้ Blogger แบบฟรีไปก่อน หรือว่าถ้าคุณชำนาญแล้วค่อยพัฒนาบล็อกเป็นรูปแบบ Wordpress เลยก็ได้ หรือจะใช้ Blogger (Blogspot) นี่เป็นบล็อกหาเงินเลยก็ได้ แต่ผมแนะนำให้ใช้ Wordpress มากกว่า มันจะยืดหยุ่นต่อการทำบล็อกออนไลน์มากกว่า

+ ฉันจะออกแบบและปรับแต่งบล็อกของฉันอย่างไร? จำเป็นจะต้องจ้างคนออกแบบไหม?
คำตอบ คือ ถ้าคุณใช้ Blogger (Blogspot) ไม่จำเป็นต้องจ้างคนออกแบบเลย เพราะเขามีธีมสำเร็จรูปให้คุณเลือกใช้ คุณเพียงแต่ทดลองปรับแต่งดูด้วยตนเองได้ สักพักก็จะเกิดความชำนาญ ยิ่งคุณมีพื้นฐานภาษา HTML,CSS หรือ Code บ้างนิดหน่อยก็จะยิ่งง่ายและสะดวกขึ้น

ถ้าคุณทำบล็อกด้วย Wordpress ก็มีธีมฟรี แต่จะมีข้อจำกัดในบางฟังก์ชั่น ดังนั้นถ้าคุณเลือกใช้ Wordpress จึงอยากแนะนำให้คุณซื้อธีมสำเร็จรูปจากผู้ให้บริการจะดีกว่าเพราะมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้ และไม่จำกัดฟังก์ชั่นการทำงานในธีม ราคาต่อหนี่งธีม ก็ประมาณ 1,000 บาทเท่านั้น ก็คุ้มค่าที่คุณจะทำเป็นบล็อกหาเงินออนไลน์

+ ฉันอยากจะได้บล็อกฟรี คุณเริ่มทำบล็อกของคุณฟรีได้อย่างไร?

คำตอบ คือ ถ้าคุณจะจริงจังกับการหาเงินออนไลน์ด้วยการเขียนบล็อกผมไม่แนะนำให้คุณใช้บล็อกฟรี ไม่ว่าจะเป็นบล็อกของ Blogspot หรือ Wordpress ถ้าเป็นบล็อกฟรีแล้วจะจำกัดฟังก์ชั่นการใช้งานของคุณ ดังนี้
  • คุณไม่สามารถควบคุมใดๆ ได้ขึ้นอยู่กับ Google อย่างเดียว หากคุณใช้ Blogspot ถ้าเนื้อหาบทความหรือเนื้อหาบล็อกคุณหล่อแหลมหรือผิดกฎ ส่วน Wordpress มักจำกัดฟังก์ชั่นการทำงาน
  • จำกัดการปรับแต่ง ถ้าเป็น Blogspot การปรับแต่งธีมทำได้ยาก หรือถ้าเป็น wordpress ไม่สามารถใช้ Plugin บางอย่างได้ เป็นต้น
  • จำกัด Domanin Name ถ้าเป็น Blogspot คุณจะได้รูปแบบโดเมนเนมแบบตายตัว แบบนี้ www.yourblog.blogspot.com  ถ้าเป็น Wordpress คุณก็จะได้โดเมนแบบนี www.yourblog.wordpress.com
  • บล็อกฟรีดูไม่เป็นมืออาชีพ ทำให้บล็อกคุณไม่น่าสนใจ หน้าตาไม่สวยงามชวนดึงดูดใจผู้ชม หากคุณอยากจะทำบล็อกเพื่อหารายได้ออนไลน์ และเป็นบล็อกที่น่าเชื่อถือ

การเขียนบทความ

ฉันอยากจะเขียนบทความเก่งๆ แต่ไม่ค่อยมั่นใจในการเขียนบทความของตนเอง?

คำตอบ คือ คุณไม่จำเป็นต้องเขียนบทความเก่งในการเขียนบทความลงบล็อก หากแต่คุณเขียนบทความหรือเนื้อหานั้นได้ดีแค่ไหน? ทำให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องนั้นๆ ได้มากแค่ไหน? ก็เท่านั้นเอง คุณเขียนได้ถูกหลักไวยากรณ์และคำสะกดถูกต้องหรือไม่? เขียนไปในแบบสไตล์ของคุณและคิดสร้างสรรออกมาตามไอเดียที่คุณคิดว่ามันเป็นความคิดที่บรรเจิด และอยากจะถ่ายทอด เพียงเท่านี้! คุณก็เป็นนักเขียนที่ดีได้แล้ว

เพียงคุณเขียนบทความวันละนิดหรือวันละเรื่องให้ได้เกือบทุกวัน คุณก็จะเขียนบทความได้คล่องขึ้น ผมก็ทำแบบนี้ และพบว่าผมสามารถเขียนบทความได้เก่งขึ้น ช่วยพัฒนาทักษะการเขียนบล็อกของผม ทำให้บล็อกผมเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ผมพยายามปรับปรุงงานเขียนของผมเอง  เพื่อให้มีเนื้อหาหรือเนื้อเรื่องที่น่าสนใจและอ่านง่าย รักษามาตรฐานการเขียนบทความของตัวเอง โดยผมมีหลักการง่ายๆ ดังนี้

  • บอกจุดประสงค์ของการเขียนบทความเรื่องนั้น และมีประเด็นสำคัญอะไรบ้าง
  • รักษามารยาทในการใช้คำไม่สุภาพในบทความ
  • ไม่ควรเขียนมากกว่า 3 ประโยคในหนึ่งย่อหน้า
  • สั้นกระทัดรัด อ่านเข้าใจง่าย
  • ตรงประเด็น ไม่เยิ่นเย้อ
  • ผมจะใส่ใจในการเขียนบทความแต่ละเรื่องเป็นอย่างมาก เพื่อให้ผลงานออกมาดี
+ ฉันควรจะเขียนบทความเป็นภาษาอังกฤษดีไหม หรือจะเขียนเป็นภาษาไทยดี?

ก่อนที่ผมจะตอบคำถามนี้ คือ คุณต้องการเขียนบทความให้กับคนที่เขาอ่านภาษาอะไร?

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่ใช้อยู่ทั่วโลกก็จริง แต่ทั่วโลกก็มีหลากหลายภาษาที่ใช้  ไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาอังกฤษก็ได้ ถ้ากลุ่มผู้อ่านของคุณเป็นคนไทย หรือคุณอยากให้กลุ่มผู้อ่านที่อ่านภาษาไหนได้ ก็ให้เขียนเป็นภาษานั้น

มีบล็อกเกอร์จากประเทศต่างๆ มากมายในโลก ที่ประสบผลสำเร็จในการเขียนบทความหรือทำบล็อกในภาษาของตนเอง ใช้เขียนเป็นภาษาไทยของเรานี้แหละครับ ยังมีคนที่อยากอ่านบทความของคุณอีกเยอะ  แต่ถ้าทักษะภาษาอังกฤษคุณดี จะเขียนบล็อกเป็นภาษาอังกฤษก็ได้ เพื่อให้คนอ่านภาษาอังกฤษก็ไม่ว่ากัน ขอเพียงแต่คุณต้องการให้ผู้อ่านของคุณได้อะไรจากการอ่านบทความที่คุณเขียน

+ ฉันควรจะเขียนบทความบ่อยไหม สำหรับบล็อกใหม่ที่ฉันได้สร้างขึ้นมาใหม่?

คำตอบ คือ ไม่สำคัญว่าคุณจะต้องเขียนบทความลงทุกวัน หรือว่าเขียนบ่อยๆ เพื่อให้มีคนเข้ามาอ่านบทความคุณเยอะๆ แต่มันขึ้นอยู่กับบทความที่คุณเขียน ว่าคุณเขียนด้วยความใส่ใจและอยากให้มันมีคุณค่าต่อผู้อ่านมากแค่ไหน

ดังนั้นความถี่ในการเขียนบทความลงบล็อกบ่อยๆ ไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญ คือ คุณอยากจะเขียนเรื่องอะไรเพื่อให้ผู้อ่านของคุณได้อ่านบทความเรื่องที่คุณเขียน

ถ้าคุณเขียนบทความหนึ่งบทความต่อเดือน เป็นบทความที่น่าสนใจ แต่คุณใช้เวลา 30 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ในการโฆษณาบทความนี้ ย่อมจะได้ผลดีกว่าที่คุณเขียนบทความลงบล็อกทุกวัน แต่ใช้เวลาโฆษณานิดเดียวแน่นอน

หากคุณเขียนบทความลงบล็อกไปในเรื่องอะไร เมื่อไหร่ แล้วมีคนอ่านและสนใจบทความคุณมากๆ คุณจะเขียนบทความเมื่อไหร่ก็ได้ ที่คุณอยากจะเขียนหรือเกิดไอเดียใหม่ๆ ไม่ต้องไปสนใจว่าผู้อ่านของคุณจะได้อ่านบทความเมื่อไหร่ เวลาไหน เพราะถ้าเขาติดตามคุณและสนใจในบล็อกของคุณแล้ว เขาก็จะเป็นแฟนตัวยงของบล็อกคุณเอง และเข้ามาอ่านบทความคุณเป็นประจำอยู่แล้ว

+ ฉันควรเขียนบทความกี่คำต่อหนี่งบทความ เขียนให้สั้นหรือยาวกี่บรรทัดดี?

คำตอบ คือ โดยทั่วไปแล้ว ขั้นต่ำ 1,500 คำต่อหนึ่งบทความ และปรับบทความตามผู้อ่านของคุณ

มีการพิสูจน์แล้วกับการเขียนบทความที่ยาวก็ดีมีผลดีต่อบล็อกของคุณ ทำให้ได้รับการอ่านเยอะ มีคนแชร์บทความคุณเยอะใน Social Media และมีผลดีต่อ Google ในการจัดอันดับบล็อกของคุณด้วย แต่บทความสั้นก็มีผลดีด้วยเช่นกัน หากเป็นบทความที่น่าสนใจ เขียนได้ดี และตรงประเด็นเรื่องนั้นๆ

ดังนั้นบทความสั้นหรือบทความยาวก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญมากนัก แต่อยู่ที่ว่าผู้อ่านของคุณเขาชอบหรือสนใจอ่านบทความที่คุณเขียนขึ้นมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าคุณจะเขียนสั้นหรือเขียนยาว คุณควรจะรักษาคุณภาพในเนื้อหาที่คุณเขียนบทความในแต่ละเรื่องลงบล็อกของคุณ

+ ฉันจะเขียนหัวข้อบทความแบบไหนดี ช่วยแนะนำให้ฉันหน่อยได้ไหม?

คำตอบ คือ มีหัวข้อให้เลือกเขียนบทความมากมาย ขึ้นอยู่กับคุณเองจะเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องอะไร
แต่หากคุณยังนึกไม่ออก ผมขอแนะนำ 5 หัวข้อ ที่คุณสามารถนำมาเป็นแนวทางในการเขียนบทความของคุณได้ มีดังนี้
  1. เขียนบทความแบบอธิบายเป็นรายการ เป็นขั้นตอน
  2. เขียนบทความแบบแสดงวิธีการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง
  3. เขียนบทความแบบสรุปใจความสำคัญ
  4. เขียนบทความแบบสัมภาษณ์หรือบอกเล่า
  5. เขียนบทความเรื่องราวประวัติของบุคคล

นี่เป็นเพียงไอเดียส่วนหนึ่ง คุณควรคำนึงถึงผู้อ่านของคุณ ว่าเขาต้องการอะไร ก็ให้เขียนบทความเรื่องนั้นๆ มันไม่ยากเลยที่จะเริ่มลงมือเขียนเรื่องใหม่ๆ ด้วยไอเดียที่คุณนึกได้ ไม่ต้องคิดมาก ให้มีความยีดหยุ่นในการเขียน ใส่ใจในรายละเอียดลงไปในบทความ รับรองว่าคุณจะเขียนบทความได้ดีแน่นอน

การทำให้คนเข้ามาดูบล็อก

+ ฉันจะทำอย่างไรให้คนเข้ามาดูบล็อกของฉัน?

คำตอบ คือ การหาคนมาดูบล็อกหรือเว็บไซต์ (Traffic) เป็นคำถามที่มีมากมายในอินเตอร์เน็ต จริงๆ แล้วก็มีวิธีการมากมายหลายวิธีในการหาทราฟฟิก คนเข้ามาดูบล็อกของคุณ

วิธีการเริ่มต้นในการหาคนเข้ามาดูบล็อกของคุณแบบง่ายๆ 3 วิธี
  1. หาผู้ที่จะอ่านบทความของคุณ โดยส่วนใหญ่เขาใช้เวลากับอินเตอร์เน็ตอยู่กับเรื่องอะไร? ที่ไหน? 
  2. หาวิธีการที่จะติดต่อกับพวกเขาได้อย่างไร?
  3. เขียนบทความที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาหรือตอบคำถามให้แก่พวกเขาได้ แชร์บทความให้พวกเขาได้อ่าน
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเขียนบทความเกี่ยวกับการสอนวิธีการหาเงินออนไลน์ คุณควรเข้าไปยังเว็บบอร์ดหรือฟอรั่มนั้น เพื่อช่วยตอบปัญหาหรือเขียนบทความและแชร์บทความในกลุ่มนั้นให้เขารู้
หากไม่มีเว็บบอร์ดหรือฟอรั่มนั้น ก็ให้คุณไป Social Media หรือบล็อกโพสต์ต่างๆ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนหรือแชร์บทความของคุณ บทความของคุณก็จะค่อยๆ เริ่มมีคนเข้ามาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

+ ฉันจะทำอย่างไรที่จะให้คนเข้ามาดูบล็อกโดยค้นหาบล็อกของฉันผ่าน Google?

จากคำถาม ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่คุณจะต้องเรียนรู้การทำ SEO และติดตามอัลกอริทึ่มของ Google เพื่อปรับเปลี่ยนบล็อกของคุณให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ของ Google

แต่ต้องเริ่มจากการทำ SEO พื้นฐานในบล็อกของคุณก่อน Onpage SEO และค่อยเริ่มทำ SEO ที่ยากขึ้น เพื่อหาทราฟฟิกเข้ามาในบล็อกของคุณ จากนั้น Google จะค่อยๆ จัดอันดับบล็อกของคุณไปเรื่อยๆ และสามารถค้นหาบล็อกของคุณในอันดับต้นๆ ของผลการค้นหา

การทำ SEO เป็นวิธีการที่ต้องใช้ความรู้และเทคนิคต่างๆ มากมายพอสมควร และต้องใช้เวลานานในการปรับปรุงและพัฒนาบล็อกของคุณไปเรื่อยๆ และอัพเดทตลอดเวลา

+ ฉันจะใช้ Social Media แชร์บล็อกของฉันได้อย่างไร?

คำตอบ คือ คุณอาจจะใช้ Social Media ช่วยในการแชร์หรือกระจายบล็อกของคุณให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วยก็ได้ เพราะ Social Media จะช่วยคุณหาทราฟฟิก ติดต่อกับผู้อ่านใหม่ๆ และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงบล็อกของคุณได้มากขึ้น เมื่อคุณเขียนบทความเสร็จก็ให้โพสต์และให้แชร์ไปที่ Social Media ต่างๆ ด้วย

และ Email list ก็เป็นสิ่งสำคัญที่คุณจะต้องใช้ คือการเปิดให้ผู้อ่านสมัครรับบทความของคุณ  โดยการกรอกอีเมล์แล้วคุณก็เก็บรวบรวมอีเมล์ผู้อ่านทั้งหมดไว้ เมื่อคุณเขียนบทความในแต่ละบทความเสร็จ คุณก็สามารถส่งลิงค์บทความนั้นโดยตรงให้ผู้อ่านผ่านอีเมล์ได้เลย

แต่คุณอย่าใช้ Social Media เยอะจนเกินไป อาจจะใช้เพียง 2-3 Social Media ก็พอ เช่น Facebook, Instagram, Youtube เป็นต้น โดยสังเกตดูว่าผู้อ่านที่สนใจบทความหรือเนื้อเรื่องในบล็อกของคุณเขาใช้เวลาอยู่กับโปรแกรมไหนมากกว่ากัน ก็ให้โฟกัสใช้เวลาในการกระจายหรือแชร์บทความไปที่นั้นบ่อยๆ

+ มีทางที่จะทำให้บล็อกของฉันได้รับการแชร์ไปอย่างรวดเร็วใน Social Media หรือไม่?

คำตอบ คือ มีอยู่ 2 วิธี ที่จะทำให้บล็อกของคุณกระจายหรือได้รับการแชร์ไปอย่างรวดเร็ว

วิธีการแรกเป็นวิธีเดิม ที่หลายๆ คนใช้กัน ให้ไปที่หน้า Social Media นั้น เช่น Facebook แล้วทำการโพสต์บทความเป็นลิงค์ใส่ไว้ วิธีการนี้ก็ได้ผลอยู่บ้างพอสมควร แต่จะยุ่งยากในการต้องเข้าไปจัดการโพสต์ในแต่ละ Social Media แต่ละรายการ

วิธีการที่ 2 ผมแนะนำให้คุณใช้โปรแกรมช่วยโพสต์หรือกระจายบทความ ชื่อ Buffer ที่จะช่วยงานของคุณง่ายขึ้นมากทีเดียว

โปรแกรม Buffer เป็นโปรแกรมที่จะช่วยให้คุณกระจายบทความหนึ่งบทความไปในหลาย Socila Media ภายในหนึ่งคลิ๊ก ทำให้เรื่องการโพสต์บทความไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป

การสร้างรายการอีเมล์

+ เว็บไซต์ที่ใช้สร้างรายการอีเมล์สำหรับบล็อกเกอร์มีเว็บไซต์ไหนบ้าง?

คำตอบ คือ สำหรับผมขอแนะนำ 2 เว็บไซต์นี้ Aweber กับ MailChimp ยังมีอีกหลายเว็บไซต์ให้คุณเลือกใช้งาน แต่ให้คุณเลือกใช้บริการกับเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งต่อบล็อกของคุณเท่านั้น มีหลากหลายโปรแกรม หลากหลายราคาให้คุณเลือกใช้ และมีขั้นตอนในการจัดการอีเมล์ของคุณเป็นเรื่องง่าย ได้ผลดี ไม่ยุ่งยาก

ถ้าคุณเป็นมือใหม่หรือมีเงินไม่มาก ผมอยากแนะนำให้คุณลองใช้โปรแกรม Aweber ดูก่อน เพราะเป็นโปรแกรมจัดการอีเมล์ที่หน้าตาเรียบง่ายใช้งานได้ไม่ยาก เหมาะสำหรับมือใหม่ที่สุด หากคุณเป็นมืออาชีพหรือมีเงินมาก ก็สามารถเลือกใช้โปรแกรม MailChimp ซึ่งเป็นโปรแกรมที่มีความ Advance ขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง ทำให้คุณสามารถจัดการอีเมล์ภายในบล็อกของคุณได้รวดเร็ว มีประสิทธภาพ

+ ฉันจะทำอย่างไรให้คนเข้าบล็อกมาอ่านบทความฉัน สมัครเป็นแฟนตัวยงของบล็อก?

คำตอบ คือ การทำให้คนที่เข้ามาในบล็อกของคุณ แล้วอ่านบทความที่คุณโพสต์และสมัครรับข้อมูลหรือสมัครเป็นแฟนตัวยงในบล็อกของคุณไม่ยากอย่างที่คุณคิด ไม่ต้องทำงานหนักไปทั้งหมด

ผมได้แชร์บทความเกี่ยวกับการทำให้คนอ่านบทความของคุณกลายเป็นแฟนตัวยงในบล็อกของคุณ ลองเข้าไปอ่านดู เคล็ดลับการเพิ่มทราฟฟิกให้กับบล็อก

เคล็ดลับสำคัญที่จะทำให้คนอ่านบทความในบล็อกของคุณ กรอกอีเมล์สมัครเป็นแฟนประจำของบล็อกคุณ คุณต้องเปลี่ยนแปลงบางสิ่งในบทความหรือบล็อกของคุณให้มีคุณค่าต่อผู้อ่าน ให้สมมติตัวเองเป็นผู้อ่านบทความในบล็อกของคุณเอง แล้วลองนึกดูว่าทำไมเราจะต้องสมัครอีเมล์เพื่อเป็นแฟนประจำในบล็อกๆ นี้ ไม่ใช่เพียงแค่แต่คุณเขียนบทความได้ดีสุดยอด น่าอ่านเท่านั้น แต่มันต้องทำให้คนอ่านเกิดความประทับใจอยากจะสมัครเป็นขาประจำในบล็อกนี้ให้ได้

ยกตัวอย่าง เช่น คุณอาจจะมีคอร์สอบรมให้กับผู้อ่านแบบฟรี หรือมี E-Book ฟรีให้กับผู้อ่าน หรือมีคอร์สสัมมนาเป็นกลุ่มโดยจัดให้กับแฟนประจำหรือแฟนตัวยงที่ติดตามคุณในบล็อกมายาวนานที่สุด เป็นต้น ช่วยแก้ไขปัญหาและตอบคำถามต่างๆ ที่ผู้อ่านบทความหรือบล็อกของคุณสงสัยแบบฟรีๆ และแลกเปลี่ยนอีเมล์เพื่อติดตามช่วยเหลือหากเขามีข้อสงสัย

+มีเครื่องมือที่จะทำให้การจัดการอีเมล์ในบล็อกเป็นเรื่องง่ายไหม?

มีอยู่มาก แต่ผมขอแนะนำเพิ่มอีก 2 โปรแกรม คือ Sumome และ Thrive Leads เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมอีเมล์ที่ใช้งานง่าย ทั้งสองโปรแกรมมีเครื่องมือที่ง่ายในการจัดการอีเมล์ในบล็อกของคุณ และมีหน้าตาหรือรูปแบบให้เลือกนำเสนอป้ายหรือป๊อบอัพเพื่อกรอกอีเมล์ที่สวยงาม มีสีสรร ดึงดูดใจผู้อ่านให้สมัครอีเมล์มากมาย

ถ้าคุณมีงบประมาณจำกัด และยากจะใช้งานโปรแกรมการจัดการอีเมล์ในบล็อกของคุณ Somome ยังมีแบบฟรีให้ใช้งาน เช่น ป๊อบอัพต้อนรับในหน้าบล็อกของผมนี้ และทำให้คุณเริ่มต้นมีคนสมัครเป็นแฟนประจำบล็อกของคุณ และคุณยังมีตัวเลือกให้กับผู้อ่านบล็อกของคุณได้ใช้งานอีกหลายโปรแกรม ทำให้บล็อกของคุณมีแฟนตัวยงหรือขาประจำบล็อกของคุณมากขี้น

การจัดการกับบล็อก

+ควรมีกี่หน้าดีในหนึ่งบล็อก?

คำตอบ คือ ในบล็อกของคุณควรจะมีหน้าเพจ หลายหน้าตามหัวข้อหลักๆ ที่คุณอยากให้คนอ่านทราบ ว่ามีอะไรบ้างในบล็อกของคุณ อย่างน้อยที่สุด บล็อกของคุณควรจะมี 3 หน้าหลักนี้
  1. About Blog Page : หน้าอธิบายเกี่ยวกับบล็อกของคุณว่าเป็นบล็อกเกี่ยวกับอะไร และคุณเป็นใคร
  2. Contact Page : หน้าที่บอกว่าสามารถติดต่อกับคุณหรือเจ้าของบล็อกได้ที่ไหน 
  3. Sign Up Page : หน้าที่มีไว้ให้ผู้อ่านสมัครหรือกรอกอีเมล์เพื่อสมัครเป็นแฟนตัวยงประจำบล็อกของคุณ หรือสมัครรับข้อมูล บทความอัพเดทจากบล็อกของคุณ  
แต่ก็ขึ้นอยู่กับคุณนะครับ ว่าคุณอยากให้บล็อกของคุณมีหน้าไหนเพิ่มขึ้นมา และให้ผู้อ่านของคุณสนใจเข้าไปอ่าน เช่น อยากให้ผู้อ่านมาคอมเม้นต์หรือมาสอบถามปัญหาหรือเขียนส่งข้อความถึงคุณ คุณอาจจะเพ่ิมหน้า Writing for us เพิ่มขึ้นมาก็ได้

+ ฉันสามารถหาโลโก้ รูปภาพสวยมาใส่ในบล็อกของฉันได้อย่างไร?

คำตอบ คือ ขึ้นอยู่กับเงินงบประมาณของคุณว่าคุณอยากได้โลโก้ รูปภาพสวยขนาดไหน

สำหรับผู้เริ่มทำบล็อกใหม่ๆ ผมแนะนำเว็บไซต์ Fiverr เป็นแหล่งรวมขายโลโก้ มีหลากหลายดีไซน์ให้คุณได้เลือกซื้อ และยังเป็นแหล่งรวมไฟล์มัลติมีเดีย อินโทร เทรลเลอร์ ของเหล่าบรรดาฟรีแลนซ์ยอดฝีมือจากทั่วโลก พร้อมที่จะผลิตงานคุณภาพให้กับคุณ

ราคาขั้นต่ำ 500 บาทขึ้นไป คุณจะได้โลโก้หรือรูปภาพที่ออกแบบในแบบที่คุณต้องการ และก็เป็นแหล่งที่ผมใช้ทำโลโก้ตอนที่ผมเริ่มทำบล็อกใหม่ๆ ด้วย

โลโก้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับบล็อกของคุณ เพราะโลโก้เป็นสัญลักษณ์แทนแบรนด์ของบล็อกคุณนั่นเอง

+ ฉันจะดูตรงไหน และทำอย่างไรเพื่อดูสถิติยอดคนเข้ามาดูบล็อกของฉัน?

คำตอบ คือ เครื่องมือที่บล็อกเกอร์ใช้กันมากที่สุด และเป็นเครื่องมือฟรีที่ใช้งานได้ดี คือ Google Analytics คุณสามารถที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือ Google Analytics ได้

+ คุณทำเงินออนไลน์จากบล็อกของคุณได้จำนวนเท่าไหร่?

คำตอบ คือ โดยส่วนตัวแล้ว ในตอนนี้ผมทำเงินจากเป็น Youtuber ได้เดือนละ 3,000 บาท จากการทำ Channel Youtube จำนวน 1 ช่อง เท่านั้น แต่ก็เป็น Passive Income ใช้ระยะเวลามาแล้ว 1 ปี

อย่างไรก็ตามการเป็นบล็อกเกอร์ยังสามารถสร้างรายได้ออนไลน์ได้จากอีกหลายช่องทาง และคุณสามารถทำเงินเดือนหนึ่งได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน แต่หากคุณเก่งขั้นเซียน คุณก็สามารถหาได้มากกว่านั้นจนถึงขั้น 100,000 บาทต่อเดือนเลยก็มี

สำหรับบล็อกเกอร์คนไทยที่เก่งๆ ก็มีเยอะครับ แต่ถ้าบล็อกเกอร์ต่างชาติ ขั้นเซียน ก็สามารถหารายได้เป็นล้านบาทต่อเดือน แต่สำหรับการเริ่มทำบล็อกหรือเป็นบล็อกเกอร์มือใหม่ คุณสามารถสร้างรายได้ต่อเดือนอย่างน้อย 30,000 - 50,000 บาทก็ถือว่าเก่งแล้วครับ เพราะว่าการหารายได้ออนไลน์หรือการเป็นบล็อกเกอร์มันขึ้นอยู่กับการทำงานหนักของคุณเอง คุณทำมันมากแค่ไหนคุณก็ได้ผลตอบแทนมากเท่านั้น

+ บล็อกเกอร์เขาหาเงินออนไลน์ได้อย่างไร ฉันจะทำอย่างไรถึงจะให้บล็อกหาเงินออนไลน์ได้บ้าง?

คำตอบ คือ การเป็นบล็อกเกอร์โดยส่วนมากหาเงินได้หลายช่องทาง เท่าที่ผมแนะนำให้คุณได้
  1. Google Adsense : เป็นการแปะโฆษณาตามหน้าบล็อก จะได้ค่าคอมมิชชั่นโฆษณาจาก Google
  2. Affiliate Marketing : คุณจะมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่น เมื่อคุณสมัครร่วมค้ากับเว็บไซต์และคุณนำผลิตภัณฑ์ของเว็บไซต์นั้นไปขายได้
  3. สร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาเอง เช่น เขียนโปรแกรมต่างๆ หรือเขียน E-Book แล้วนำมาขายในบล็อกของคุณเอง 
  4. เป็นที่ปรึกษา ให้กับลูกค้าหรือผู้อ่านในบล็อกของคุณ ถ้ามีใครเขาจ้าง
+ ฉันสามารถสำรองข้อมูลของบล็อกฉันได้อย่างไร?

คำตอบ คือ นี่เป็นวิธีการสำรองข้อมูลในบล็อกของคุณใน Blogspot แต่ถ้าเป็น Wordpress คุณสามารถใช้ Plugin สำรองข้อมูลในบล็อกได้

+ จะทำอย่างไร ทำให้บล็อกของฉันโหลดได้รวดเร็ว?

คำตอบ คือ วิธีการทำให้บล็อกของคุณ Blogspot โหลดได้เร็ว อันดับแรกให้ไปที่ GTmatrix และทดสอบรันเพื่อดูความเร็วของบล็อกของคุณ ถ้าบล็อกของคุณเป็น Blogspot ให้เข้าไปแก้ไขที่ 

แต่ถ้าบล็อกของคุณเป็น wordpress มี 2 ขั้นตอน ให้คุณทำ

ขั้นที่ 1 ติดตั้งฟรีปลั๊กอินนี้ ช่วยเพิ่มความเร็ว

ขั้นที่ 2 ติดตั้ง CloudFlare  หลังจากที่คุณได้ทำตามที่ผมแนะนำแล้ว ก็จะทำให้บล็อกของคุณโหลดได้รวดเร็วอย่างผิดหูผิดตาแน่นอน

+ ฉันจะเริ่มทำบล็อกของฉันให้ติดอันดับในหน้า Google อย่างไร การทำ SEO คืออะไร?

คำตอบ คือ คุณไม่สามารถทำบล็อกของคุณให้ขึ้นหน้าหนึ่ง Google หรืออยู่อันดับต้นๆ เลยได้ในทันที อย่างน้อยก็ใช้ระยะเวลาเป็นปีขึ้นไป จากการได้ทราฟฟิกแบบออร์แกนิค ในขณะที่คุณทำบล็อกของคุณ อัพเดทโพสต์และเขียนบทความไปนั้น เป็นการทำให้บล็อกของคุณให้มีอันดับดีขึ้นไปเรื่อยๆ 

สิ่งเหล่านั้นจะส่งผลดีต่อการทำ SEO ที่จะทำให้บล็อกของคุณดีขึ้น อันดับแรกให้คุณเข้าไปที่ Google Search Console เพื่อแจ้งให้ Google จัดทำอันดับบล็อกของคุณ